เจ้าของ RTX 5070 Ti สุดช้ำ! ซื้อมาแค่ 11 วันการ์ดพัง เคลม GIGABYTE 2 รอบเจอ “ผ่านการทดสอบ” ก่อนบริษัทเงียบหาย (เหตุเกิดที่โปแลนด์ไม่ใช่ที่ไทย)
เกิดกรณีร้องเรียนด้านการเคลมการ์ดจอที่กำลังได้รับความสนใจในชุมชนออนไลน์ หลังเจ้าของ GIGABYTE GeForce RTX 5070 Ti รายหนึ่งในประเทศโปแลนด์ ระบุว่าการ์ดจอของเขาเสียหลังซื้อมาเพียง 11 วัน และต้องติดต่อฝ่ายสนับสนุนของ GIGABYTE ต่อเนื่องเป็นเวลาหลายเดือน แต่ยังไม่ได้รับการแก้ไขที่เจ้าตัวมองว่าเหมาะสม
เรื่องดังกล่าวถูกนำมาเปิดเผยโดยผู้ใช้ Reddit ชื่อ “sasa_masa_99” ซึ่งระบุว่าเขาซื้อ RTX 5070 Ti เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2026 ก่อนที่การ์ดจอจะหยุดทำงานโดยสิ้นเชิงในวันที่ 24 พฤษภาคม หรือเพียง 11 วันหลังซื้อ
เมื่อเกิดปัญหา เจ้าของจึงส่งการ์ดกลับไปยัง GIGABYTE เพื่อดำเนินการเคลมตามประกัน
GIGABYTE ระบุ “ผ่านการทดสอบ” แต่เจ้าของยืนยันว่าการ์ดยังใช้ไม่ได้
ปัญหาเริ่มซับซ้อนขึ้นเมื่อ GIGABYTE ส่งการ์ดใบเดิมกลับคืนมา พร้อมระบุว่าการ์ด “ผ่านการทดสอบเรียบร้อยแล้ว”
อย่างไรก็ตาม เจ้าของระบุว่าเมื่อได้รับการ์ดกลับมาแล้ว ปัญหายังคงอยู่และ RTX 5070 Ti ไม่สามารถใช้งานได้ตามปกติ
ด้วยเหตุนี้ เขาจึงส่งการ์ดกลับไปให้ GIGABYTE ตรวจสอบอีกครั้ง
ในการเคลมครั้งที่สอง เจ้าของระบุว่าฝ่ายสนับสนุนของ GIGABYTE ดูเหมือนจะดำเนินการบางอย่างกับตัวการ์ด เช่น เปลี่ยน Thermal Paste แต่ไม่ได้แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น และที่น่ากังวลไปกว่านั้นคือการ์ดถูกส่งกลับโดยไม่มี กล่องและเอกสารต้นฉบับ ตามที่เจ้าของกล่าวอ้าง
เปลี่ยนไปใช้ RTX 2070 แล้วเครื่องกลับทำงานได้ปกติ
เพื่อแยกปัญหาว่าเกิดจากระบบส่วนอื่นหรือไม่ เจ้าของได้ทดลองเปลี่ยน RTX 5070 Ti ออก แล้วนำ RTX 2070 รุ่นเก่า มาใช้งานแทน
ผลที่ได้คือระบบสามารถทำงานได้ตามปกติ
นอกจากนี้ ผู้ขายจากภายนอกซึ่งเกี่ยวข้องกับการซื้อขายครั้งนี้ก็รับทราบถึงปัญหาของการ์ด RTX 5070 Ti เช่นกัน โดยจากข้อมูลที่เจ้าของนำมาเผยแพร่ ผู้ขายมองว่าการ์ดดังกล่าวมีปัญหาและควรได้รับการเปลี่ยนสินค้า
หลักฐานลักษณะนี้ทำให้เจ้าของเชื่อว่าปัญหาไม่ได้เกิดจากระบบคอมพิวเตอร์ส่วนอื่น แต่มีความเป็นไปได้ว่าตัว RTX 5070 Ti เองมีความผิดปกติ
อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีผลการตรวจสอบทางเทคนิคจาก GIGABYTE ที่เปิดเผยต่อสาธารณะเพื่อยืนยันสาเหตุของความเสียหาย ดังนั้นจึงไม่ควรสรุปว่าการ์ดมีปัญหาจากชิ้นส่วนใดโดยเฉพาะ
หลังเคลม 2 รอบ ฝ่าย Support กลับเงียบ
สถานการณ์ยิ่งน่าผิดหวังเมื่อเจ้าของระบุว่า หลังจากส่งการ์ดกลับไปยัง GIGABYTE ถึง 2 ครั้ง ฝ่ายสนับสนุนกลับหยุดตอบอีเมลของเขา
จนถึงขณะนี้เจ้าตัวยังไม่ได้รับการแก้ไขที่ชัดเจน รวมถึงยังไม่มีสัญญาณว่าจะได้รับ การเปลี่ยนสินค้า หรือคืนเงิน
สำหรับผู้ซื้อการ์ดจอที่มีราคาสูง เรื่องนี้ถือเป็นปัญหาที่สร้างความเสียหายอย่างมาก โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาการ์ดจอและหน่วยความจำยังอยู่ภายใต้แรงกดดันจากภาวะขาดแคลน DRAM และ VRAM
การซื้อ GPU ระดับ RTX 5070 Ti ในสถานการณ์ตลาดปัจจุบันจึงถือเป็นการลงทุนที่ไม่น้อย และหากสินค้าหยุดทำงานหลังซื้อเพียง 11 วัน แต่กระบวนการเคลมใช้เวลาหลายเดือน ผู้บริโภคย่อมได้รับผลกระทบอย่างชัดเจน
ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีข้อร้องเรียนเรื่องการตรวจสอบ GPU
กรณีนี้ยังทำให้เกิดการย้อนกลับไปพูดถึงกรณีของ GIGABYTE RTX 4090 WINDFORCE 3X ก่อนหน้านี้ ซึ่งมีผู้ใช้รายหนึ่งร้องเรียนเกี่ยวกับปัญหา VRAM degradation โดยหน่วยความจำเกิด Uncorrectable Errors
เจ้าของ RTX 4090 รายดังกล่าวเคยเผยแพร่ผลการทดสอบจำนวนมากที่ชี้ว่าปัญหาน่าจะเกี่ยวข้องกับ VRAM แต่การตรวจสอบจาก GIGABYTE ในขณะนั้นมีการใช้ Benchmark อย่าง FurMark และบริษัทระบุว่าการ์ดทำงานเป็นปกติ
แน่นอนว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นคนละกรณีกับ RTX 5070 Ti และไม่ควรนำมาใช้ยืนยันว่าการ์ด RTX 5070 Ti รายนี้มีปัญหาจาก VRAM หรือชิ้นส่วนเดียวกัน แต่ทั้งสองกรณีถูกนำมาเปรียบเทียบกันเนื่องจากเกี่ยวข้องกับข้อร้องเรียนเรื่อง กระบวนการตรวจสอบและการเคลม GPU
เจ้าของอยู่โปแลนด์ อาจต้องพึ่งหน่วยงานคุ้มครองผู้บริโภค
เจ้าของ RTX 5070 Ti รายนี้อาศัยอยู่ใน เมือง Wrocław ประเทศโปแลนด์ และหลังจากพยายามติดต่อ GIGABYTE หลายครั้งโดยไม่ได้รับการตอบกลับ ก็มีข้อเสนอแนะให้เขาพิจารณาใช้ช่องทาง คุ้มครองผู้บริโภคของสหภาพยุโรปหรือโปแลนด์ เพื่อขอความช่วยเหลือในการยกระดับเรื่อง
อย่างไรก็ตาม เรื่องดังกล่าวยังเป็น ข้อร้องเรียนจากผู้บริโภครายหนึ่ง และ GIGABYTE ยังไม่ได้ออกแถลงการณ์สาธารณะเกี่ยวกับกรณีนี้ ดังนั้นรายละเอียดที่เกิดขึ้นจึงควรถือเป็นข้อมูลจากฝั่งเจ้าของการ์ดเป็นหลัก
เหตุการณ์นี้ยังสะท้อนให้เห็นว่าการซื้อ GPU ราคาแพงไม่ได้จบเพียงแค่การเลือกชิปที่แรงที่สุด แต่ บริการหลังการขายและกระบวนการ RMA ก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน
เพราะต่อให้การ์ดจอมีประสิทธิภาพสูงแค่ไหน หากเกิดปัญหาหลังซื้อไม่กี่วัน แล้วต้องใช้เวลาหลายเดือนในการพิสูจน์ว่าอุปกรณ์เสียจริง ผู้บริโภคก็อาจต้องแบกรับต้นทุนและความยุ่งยากด้วยตัวเองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ที่มา: Wccftech



