ย้อนกลับไปในยุค 90 ซอฟต์แวร์ PC นิยมใช้โมเดล Shareware หรือ “ลองก่อนซื้อ” โดยให้ใช้งานได้ 30 หรือ 40 วัน แล้วตัวโปรแกรมจะล็อกไม่ให้ใช้งานต่อ
แต่ในปี 1995 Eugene Roshal ได้เปิดตัว WinRAR แม้จะเป็น Shareware ที่ให้ทดลอง 40 วันเหมือนกัน แต่ซอฟต์แวร์นี้ไม่เคยล็อกการใช้งานเลย หลังวันที่ 40 จะมีเพียงหน้าต่างเล็ก ๆ ขึ้นมาอย่างสุภาพว่า “โปรดสนับสนุนซอฟต์แวร์แท้ด้วยการซื้อไลเซนส์”
ผู้ใช้เพียงกดปิดหน้าต่างนี้ ก็สามารถใช้งานต่อได้ ทำให้ “ทดลองใช้ 40 วัน” กลายเป็นการใช้งานยาวนานกว่า 30 ปี จนกลายเป็นเรื่องขำในโลกอินเทอร์เน็ตว่า WinRAR อยู่รอดมาได้อย่างไร
แท้จริงแล้ว นี่ไม่ใช่ความผิดพลาด แต่เป็นกลยุทธ์ที่ชาญฉลาดมาก Roshal เคยให้สัมภาษณ์ว่า แนวทางของ WinRAR คือให้คนใช้ฟรี และไม่กังวลว่าผู้ใช้จะจ่ายเงินหรือไม่ ขอเพียงให้ซอฟต์แวร์แพร่หลาย จนกลายเป็นโปรแกรมพื้นฐานที่แทบทุกเครื่องต้องมี
เขาไม่ได้ “เผลอ” ให้คนใช้ฟรีตลอดไป แต่เลือกใช้ความเชื่อใจและความอดทน ในยุคที่เต็มไปด้วย DRM และระบบสมัครสมาชิก ป๊อปอัปเล็ก ๆ ของ WinRAR กลับเหมือนเพื่อนคนหนึ่งที่บอกว่า
“ไม่เป็นไร ถ้ายังไม่สะดวก เดี๋ยวค่อยว่ากัน”
รายได้หลักของ WinRAR จริง ๆ มาจากลูกค้าองค์กร เพราะบริษัทต่าง ๆ ต้องปฏิบัติตามกฎหมายลิขสิทธิ์ และต้องการการสนับสนุนทางเทคนิค ทำให้มีการจ่ายค่าไลเซนส์รวมกันเป็นเงินหลายสิบล้านดอลลาร์
พูดง่าย ๆ คือ องค์กรเหล่านี้เป็นคนจ่ายเงินแทนผู้ใช้ทั่วไปนับร้อยล้านคนที่กด “ปิดหน้าต่าง” มาตลอด
ทุกวันนี้ WinRAR ไม่ใช่แค่โปรแกรมบีบอัดไฟล์ แต่กลายเป็นสัญลักษณ์หนึ่งของอินเทอร์เน็ต และยังกลายเป็นมีมว่า “คนที่รวยจริงไม่ใช่คนใส่แบรนด์เนม แต่คือคนที่ซื้อไลเซนส์ WinRAR”
แม้ว่า Windows รุ่นใหม่จะมีระบบบีบอัดไฟล์ในตัว และรองรับไฟล์ RAR แล้ว แต่หลายคนก็ยังคงดาวน์โหลด WinRAR มาใช้งานอยู่เหมือนเดิม และดูเหมือนว่าผู้สร้างก็ยังคงสบายดี ไม่ต้องกังวลเรื่องรายได้