Islamic Revolutionary Guard Corps (IRGC) หน่วยอากาศและอวกาศของอิหร่าน มีรายงานว่าได้จัดซื้อดาวเทียมสังเกตการณ์โลกจากจีนในช่วงปลายปี 2024 หลังจากที่ดาวเทียมดังกล่าวถูกปล่อยขึ้นสู่วงโคจรไปแล้ว โดยเป็นดีลแบบ “ส่งมอบในวงโคจร” ตามรายงานของ Financial Times เอกสารที่รั่วไหลระบุว่าอิหร่านได้ซื้อดาวเทียม TEE-01B จาก Earth Eye Co. ซึ่งเป็นบริษัทด้านอวกาศเชิงพาณิชย์ของจีน พร้อมทั้งได้รับสิทธิ์เข้าถึงสถานีภาคพื้นดินในจีนผ่าน Emposat เพื่อควบคุมดาวเทียมจากระยะไกล
ความสามารถดังกล่าวทำให้อิหร่านสามารถถ่ายภาพจากอวกาศด้วยความละเอียดสูงถึง 0.5 เมตร เทียบกับดาวเทียม Noor-3 ที่มีความละเอียดเพียง 5 เมตร และ Noor-2 ที่อยู่ราว 12–15 เมตร ความละเอียดที่สูงขึ้นของ TEE-01B ทำให้สามารถแยกแยะเครื่องบิน ยานพาหนะภาคพื้นดิน และรายละเอียดโครงสร้างพื้นฐานได้ โดยข้อมูลที่หลุดยังแสดงบันทึกการถ่ายภาพฐานทัพสหรัฐในตะวันออกกลาง ซึ่งบางแห่งถูกโจมตีด้วยโดรนในเวลาต่อมา
แม้ว่า Earth Eye Co. จะไม่ใช่ผู้รับเหมาทางทหาร และระบุว่าดาวเทียมถูกพัฒนาสำหรับงานพลเรือน เช่น เกษตรกรรม การติดตามมหาสมุทร การจัดการภัยพิบัติ และการคมนาคม แต่ข้อมูลรีโมตเซนซิงเหล่านี้สามารถนำไปใช้ในทางทหารได้เช่นกัน ซึ่งสะท้อนถึงลักษณะ “ใช้งานได้สองทาง” (dual-use) ของเทคโนโลยี
แม้บริษัทจะมีลักษณะเป็นเอกชน แต่การที่ดาวเทียมถูกซื้อโดย Islamic Revolutionary Guard Corps แทนที่จะเป็นหน่วยงานพลเรือนอย่างองค์การอวกาศอิหร่าน ก็ชี้ชัดถึงวัตถุประสงค์ทางทหาร นอกจากนี้ การกระจายโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การใช้สถานีภาคพื้นดินในจีน ยังทำให้การโจมตีหรือสกัดกั้นทำได้ยากขึ้น แม้จะมีรายงานว่า Israel เคยโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านอวกาศของอิหร่านมาก่อน แต่ไม่สามารถขยายการโจมตีไปยังสถานีในจีนได้โดยไม่ทำให้ความขัดแย้งลุกลาม
แม้ Earth Eye Co. และ Emposat จะเป็นบริษัทเชิงพาณิชย์ แต่ผู้ก่อตั้งและผู้บริหารระดับสูงจำนวนหนึ่งมีความเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมทหารของจีน และอุตสาหกรรมอวกาศของจีนก็มักอยู่ภายใต้การควบคุมอย่างใกล้ชิดจากรัฐบาลปักกิ่ง โดยเจ้าหน้าที่ข่าวกรองตะวันตกอดีตรายหนึ่งให้ความเห็นว่า เป็นไปได้ยากที่บริษัทจีนจะดำเนินโครงการปล่อยดาวเทียมโดยไม่ได้รับการอนุมัติจากภาครัฐ
ด้าน Donald Trump ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เปิดเผยว่าได้ส่งจดหมายถึง Xi Jinping เพื่อขอให้จีนหลีกเลี่ยงการสนับสนุนด้านอาวุธแก่เตหะราน โดยผู้นำจีนตอบกลับว่าไม่ได้ดำเนินการดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์นี้ก็มีลักษณะคล้ายกับในสหรัฐฯ เอง ที่บริษัทด้านอวกาศเชิงพาณิชย์ทำงานร่วมกับกองทัพ เช่น Boeing ที่ผลิตทั้งเครื่องบินโดยสารและอุปกรณ์ให้กระทรวงกลาโหม หรือ SpaceX ที่ได้รับสัญญามูลค่า 2 พันล้านดอลลาร์สำหรับโครงการ Golden Dome รวมถึงระบบ Starlink ของ Elon Musk ที่มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนยูเครนในช่วงสงครามกับรัสเซีย โดยช่วยให้การสื่อสารยังคงทำงานได้อย่างต่อเนื่อง
ที่มา: Tom's Hardware



