หุ้น Intel ดิ่งเกือบ 29% ในวันเดียว! ร่วงหนักสุดในรอบ 52 ปี เหตุคาดการณ์ Q4 ต่ำกว่าตลาด แถมเตือนตลาดพีซีอาจหดตัวต่อเนื่องถึงปี 2027
Intel กำลังเผชิญแรงกดดันครั้งใหญ่ในตลาดหุ้น หลังราคาหุ้นดิ่งลงเกือบ 29% ในการซื้อขายวันศุกร์ที่ 30 ตุลาคม 2026 ปิดตลาดที่ 65.76 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 2,218 บาทต่อหุ้น จากราคาปิดวันก่อนหน้าที่ 92.07 ดอลลาร์ หรือประมาณ 3,106 บาท ถือเป็นการร่วงลงรายวันที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ปี 1974 หรือในรอบกว่า 52 ปี
สาเหตุสำคัญมาจากการคาดการณ์ผลประกอบการไตรมาส 4 ปี 2026 ที่ต่ำกว่าความคาดหวังของ Wall Street อย่างมาก แม้ผลประกอบการไตรมาส 3 จะออกมาดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ก็ตาม
การเทขายครั้งนี้ทำให้มูลค่าตลาดของ Intel หายไปมากกว่า 146,000 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 4.92 ล้านล้านบาท ภายในวันเดียว สะท้อนความกังวลของนักลงทุนว่า แม้ธุรกิจ Data Center และ AI กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ Intel ยังไม่สามารถเปลี่ยนความต้องการที่เพิ่มขึ้นให้กลายเป็นยอดขายและกระแสเงินสดได้เต็มที่
รายงานจาก Reuters และ Yahoo Finance ระบุว่าการร่วงลงครั้งนี้เป็นหนึ่งในวันที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์การซื้อขายหุ้น Intel โดยมีเพียงเหตุการณ์วันที่ 5 กรกฎาคม 1974 ที่ราคาหุ้นปรับตัวลงรุนแรงกว่าในการเปรียบเทียบข้อมูลย้อนหลังตั้งแต่ปี 1973
ไตรมาส 3 ทำผลงานดี รายได้เพิ่ม 21% กำไรต่อหุ้นสูงกว่าคาด
ย้อนกลับไปดูผลประกอบการไตรมาส 3 ปี 2026 ซึ่ง Intel ประกาศเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม บริษัทมีรายได้รวม 16,500 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 556,500 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
ส่วนกำไรต่อหุ้นแบบ Non-GAAP อยู่ที่ 0.52 ดอลลาร์ หรือประมาณ 17.54 บาทต่อหุ้น สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ประมาณ 0.40 ดอลลาร์ หรือประมาณ 13.49 บาทต่อหุ้น
เมื่อแยกตามธุรกิจจะพบความแตกต่างอย่างชัดเจน
| ธุรกิจ | รายได้ไตรมาส 3 | เปลี่ยนแปลง YoY |
|---|---|---|
| Data Center and AI | 7,300 ล้านดอลลาร์ (246,200 ล้านบาท) | เพิ่มขึ้น 78% |
| Client Computing and Physical AI | 8,100 ล้านดอลลาร์ (273,200 ล้านบาท) | ลดลง 5% |
| Intel Foundry | 6,700 ล้านดอลลาร์ (226,100 ล้านบาท) | เพิ่มขึ้น 58% |
| รายได้รวม Intel | 16,500 ล้านดอลลาร์ (556,500 ล้านบาท) | เพิ่มขึ้น 21% |
หมายเหตุ: รายได้ของแต่ละหน่วยธุรกิจมีรายการระหว่างกัน จึงไม่สามารถนำมาบวกตรง ๆ เพื่อให้ได้รายได้รวมของบริษัท
จุดที่โดดเด่นที่สุดคือธุรกิจ Data Center and AI ซึ่งมีรายได้เติบโตถึง 78% ถือเป็นการเติบโตที่แข็งแกร่งที่สุดในรอบ 15 ปีของธุรกิจส่วนนี้ ตามข้อมูลที่ Intel เปิดเผย
อย่างไรก็ตาม ธุรกิจ Client Computing ซึ่งเกี่ยวข้องกับซีพียูพีซีและโน้ตบุ๊กกลับลดลง 5% สะท้อนว่าตลาดคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลกำลังเผชิญแรงกดดัน แม้ความต้องการซีพียูสำหรับเซิร์ฟเวอร์ AI จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องก็ตาม
นักลงทุนผิดหวัง! Q4 คาดรายได้เหลือ 505,000–539,000 ล้านบาท
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ผลประกอบการไตรมาส 3 แต่เป็นแนวโน้มธุรกิจในไตรมาส 4 ที่ Intel คาดการณ์ว่าจะอ่อนแอกว่าที่ตลาดประเมินไว้
Intel คาดว่าจะมีรายได้ในช่วง 15,000–16,000 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 505,900–539,700 ล้านบาท ขณะที่นักวิเคราะห์ในตลาดคาดหวังไว้ประมาณ 17,070 ล้านดอลลาร์ หรือราว 575,800 ล้านบาท
ส่วนกำไรต่อหุ้นแบบ Non-GAAP Intel คาดว่าจะเหลือเพียง 0.25 ดอลลาร์ หรือประมาณ 8.43 บาทต่อหุ้น ต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ประมาณ 0.43 ดอลลาร์ หรือประมาณ 14.50 บาทต่อหุ้น
อีกตัวเลขที่น่ากังวลคืออัตรากำไรขั้นต้นแบบ Non-GAAP ซึ่งลดลงจาก 44.1% ในไตรมาส 3 มาอยู่ที่ประมาณ 38% ในไตรมาส 4 หรือหายไป 6.1 จุดเปอร์เซ็นต์
| ตัวชี้วัด | Q3 2026 | คาดการณ์ Q4 2026 |
|---|---|---|
| รายได้ | 556,500 ล้านบาท | 505,900–539,700 ล้านบาท |
| Non-GAAP EPS | 17.54 บาท | 8.43 บาท |
| Non-GAAP Gross Margin | 44.1% | 38% |
เมื่อพิจารณาจากตัวเลขดังกล่าว นักลงทุนจึงมองว่าการเติบโตของธุรกิจ AI ยังไม่เพียงพอที่จะชดเชยแรงกดดันจากตลาดพีซี ต้นทุนการผลิต และข้อจำกัดด้านกำลังการผลิต
Intel เตือนตลาดพีซีปี 2027 อาจหดตัวอีก 10%
David Zinsner ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินของ Intel เตือนว่า ตลาดพีซียังคงอยู่ในช่วงชะลอตัว และบริษัทมองว่าความอ่อนแอของตลาดจะดำเนินต่อไปอย่างน้อยจนถึงครึ่งแรกของปี 2027
ในการประชุมผลประกอบการ ผู้บริหาร Intel ประเมินว่าตลาดพีซีทั่วโลกในปี 2026 จะหดตัวประมาณ 12% เมื่อวัดจากจำนวนเครื่อง และช่วงครึ่งหลังของปีอาจลดลงมากกว่า 20% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
ส่วนปี 2027 บริษัทคาดว่าตลาดพีซีอาจหดตัวลงอีกประมาณ 10% โดยยังไม่เห็นสัญญาณการฟื้นตัวอย่างยั่งยืนจนกว่าปัญหาการจัดหาหน่วยความจำจะคลี่คลายและราคากลับเข้าสู่ระดับที่เหมาะสม
สาเหตุสำคัญคือราคา RAM และ SSD ที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้ต้นทุนการผลิตคอมพิวเตอร์เพิ่มขึ้นตามไปด้วย เมื่อผู้ผลิตต้องปรับราคาขายปลีก ผู้บริโภคก็มีแนวโน้มชะลอการซื้อเครื่องใหม่ ขณะที่องค์กรต่าง ๆ อาจเลื่อนแผนเปลี่ยนคอมพิวเตอร์เพื่อควบคุมงบประมาณด้าน IT
Intel ยังระบุด้วยว่าต้นทุนหน่วยความจำที่สูงขึ้นและข้อจำกัดด้านวัตถุดิบเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อความต้องการสินค้าในตลาดผู้บริโภคโดยตรง
โรงงาน Intel ในอิสราเอลหยุดผลิต 2 สัปดาห์ เสียรายได้กว่า 20,000 ล้านบาท
อีกปัจจัยที่ซ้ำเติมสถานการณ์คือเหตุระเบิดที่โรงงาน Fab 28 ในเมือง Kiryat Gat ประเทศอิสราเอล เมื่อเดือนตุลาคม 2026 ส่งผลให้โรงงานต้องหยุดดำเนินงานประมาณ 2 สัปดาห์
Reuters รายงานว่า Intel คาดว่าเหตุการณ์ดังกล่าวจะส่งผลให้รายได้ลดลงประมาณ 600 ล้านดอลลาร์ หรือราว 20,200 ล้านบาท ตลอดระยะเวลาสองไตรมาส พร้อมจำกัดความสามารถในการจัดส่งชิปบางส่วนสำหรับระบบเซิร์ฟเวอร์ AI
เหตุการณ์นี้ยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อธุรกิจของ Intel เพราะในเวลานี้บริษัทกำลังเผชิญความต้องการ Xeon จากตลาดดาต้าเซ็นเตอร์ที่สูงกว่ากำลังการผลิตที่มีอยู่แล้ว
นอกจากปัญหาที่โรงงานในอิสราเอล Intel ยังเผชิญข้อจำกัดด้านวัสดุและชิ้นส่วนจากห่วงโซ่อุปทาน ทั้ง Substrate สำหรับ Advanced Packaging และหน่วยความจำที่จำเป็นต่อการผลิตระบบประมวลผล
ธุรกิจ AI ยังโตแรง แต่ Intel ผลิต Xeon ไม่ทันความต้องการ
ท่ามกลางข่าวร้ายจากตลาดพีซี Intel กลับมีโอกาสเติบโตอย่างมากในตลาดซีพียูเซิร์ฟเวอร์ โดยเฉพาะตระกูล Xeon ซึ่งได้รับความต้องการเพิ่มขึ้นจากการขยายตัวของ AI Agent และระบบประมวลผล AI แบบหลายขั้นตอน
Lip-Bu Tan ซีอีโอของ Intel ระบุว่า ความต้องการซีพียูสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์เพิ่มขึ้นอย่างมาก และเป้าหมายเร่งด่วนของบริษัทคือการเพิ่มกำลังการผลิตเพื่อรองรับคำสั่งซื้อ Xeon ให้ได้มากขึ้น
Intel ประเมินว่าตลาดซีพียูเซิร์ฟเวอร์อาจเติบโตมากกว่า 30% ทั้งในปี 2026 และ 2027 และตัวเลขดังกล่าวอาจสูงขึ้นอีกหากอุตสาหกรรมสามารถเพิ่มกำลังการผลิตได้ทันต่อความต้องการ
ปัญหาจึงกลายเป็นสถานการณ์ที่ย้อนแย้งสำหรับ Intel กล่าวคือ บริษัทมีลูกค้าต้องการซื้อซีพียูเซิร์ฟเวอร์จำนวนมาก แต่กลับมีข้อจำกัดในการผลิตและจัดส่งสินค้า ขณะที่ตลาดซีพียูพีซีซึ่งเป็นธุรกิจหลักดั้งเดิมกลับเริ่มชะลอตัว
นอกจากนี้ CFO ยังยืนยันว่า Intel ไม่คาดว่าจะมีกระแสเงินสดเป็นบวกในปี 2026 ท่ามกลางการลงทุนขยายกำลังการผลิตและต้นทุนการดำเนินงานที่สูงขึ้น
หุ้น Intel ร่วงเกือบ 29% มูลค่าบริษัทหายไปเกือบ 5 ล้านล้านบาท
ผลจากแนวโน้มธุรกิจที่ต่ำกว่าคาดทำให้ตลาดหุ้นตอบสนองอย่างรุนแรง โดยหุ้น Intel ปิดตลาดวันที่ 30 ตุลาคมที่ 65.76 ดอลลาร์ ลดลง 28.58% จากราคาปิด 92.07 ดอลลาร์ของวันก่อนหน้า
คิดเป็นมูลค่าหุ้นที่ลดลงประมาณ 887 บาทต่อหุ้น และทำให้มูลค่าตลาดของบริษัทหายไปมากกว่า 146,000 ล้านดอลลาร์ หรือเกือบ 4.92 ล้านล้านบาท
แรงเทขายยังลุกลามไปยังบริษัทเทคโนโลยีอื่น ๆ ด้วย โดยหุ้นผู้ผลิตชิปและอุปกรณ์เซิร์ฟเวอร์หลายรายปรับตัวลงตามความกังวลว่าราคา RAM ที่แพงขึ้นและการลงทุน AI ที่ใช้เงินมหาศาลกำลังสร้างแรงกดดันต่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยีโดยรวม
แม้ Intel จะมีรายได้จาก AI เติบโตอย่างแข็งแกร่ง แต่ตลาดกำลังต้องการเห็นความสามารถในการเปลี่ยนความต้องการเหล่านั้นให้เป็นยอดขายจริง กระแสเงินสด และกำไรที่เติบโตอย่างยั่งยืน
เกมเมอร์และผู้ประกอบพีซีอาจต้องรับผลกระทบต่อไปในปี 2027
สำหรับผู้บริโภคทั่วไป สัญญาณจาก Intel รอบนี้ไม่ใช่ข่าวดีนัก เพราะหากตลาดพีซียังคงหดตัวและราคา RAM, SSD ยังสูงต่อเนื่อง ผู้ผลิตคอมพิวเตอร์ก็อาจไม่สามารถลดราคาสินค้าได้ง่าย ๆ
ขณะเดียวกัน ผู้ผลิตซีพียูและผู้ประกอบระบบอาจต้องปรับแผนการผลิตให้สอดคล้องกับกำลังซื้อที่ลดลง ส่งผลให้การเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่และการทำโปรโมชันอาจไม่คึกคักเท่าช่วงที่ตลาดพีซีเติบโต
สิ่งที่ต้องจับตาคือ Intel จะสามารถเพิ่มกำลังการผลิต Xeon ได้เร็วแค่ไหน และตลาดหน่วยความจำจะเริ่มกลับมามีอุปทานเพียงพอเมื่อใด เพราะทั้งสองปัจจัยจะส่งผลโดยตรงต่อการฟื้นตัวของธุรกิจ Intel และตลาดคอมพิวเตอร์ในปีหน้า
สรุป: Intel ทำผลงาน Q3 2026 ได้ดีกว่าคาด ด้วยรายได้ 556,500 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21% และธุรกิจ Data Center and AI โตถึง 78% แต่ตลาดกลับเทขายหุ้นอย่างหนัก หลังบริษัทคาดการณ์รายได้ Q4 ต่ำกว่าความคาดหวัง พร้อมเตือนว่าตลาดพีซีอาจหดตัวอีก 10% ในปี 2027 ขณะที่ต้นทุน RAM และ SSD ยังสูงขึ้น ปัญหาโรงงานในอิสราเอลและข้อจำกัดกำลังผลิต Xeon ก็ซ้ำเติมสถานการณ์ ทำให้หุ้น Intel ร่วงเกือบ 29% ในวันเดียว รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ปี 1974
ที่มา: TechPowerUp



