แม้อิหร่านและสหรัฐฯ จะตกลงหยุดยิงโดยมีเงื่อนไขเรื่องการผ่านช่องแคบฮอร์มุซอย่างปลอดภัย แต่วิกฤตฮีเลียมในห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์เริ่มมีสัญญาณผ่อนคลายชั่วคราว
อย่างไรก็ตาม รายงานจาก Forbes ระบุว่า Ras Laffan Industrial City ของกาตาร์ ซึ่งเป็นแหล่งผลิตฮีเลียมราวหนึ่งในสามของโลก ยังคงหยุดดำเนินการเป็นส่วนใหญ่ตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคม หลังถูกโจมตี ส่งผลให้ซัพพลายทั่วโลกลดลงประมาณ 27–30% และดันราคาสปอตพุ่งขึ้น 40–100% ภายในไม่กี่สัปดาห์
ผลกระทบจากความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ทำให้ “ความมั่นคงด้านก๊าซ” กลายเป็นประเด็นสำคัญ โดยเริ่มเห็นผลกระทบต่อบริษัทเซมิคอนดักเตอร์ชั้นนำทั่วโลก และกระตุ้นให้เกิดการปรับกลยุทธ์ในหลายประเทศ
เกาหลีใต้: Samsung และ SK hynix ทำสัญญาระยะยาว
เกาหลีใต้ได้รับผลกระทบอย่างชัดเจน เนื่องจากนำเข้าฮีเลียมจากกาตาร์ถึงประมาณ 64.7% ในปี 2025 โดยเฉพาะการผลิตหน่วยความจำที่ใช้ฮีเลียมจำนวนมากในกระบวนการอุณหภูมิสูง เช่น การกัดและการเคลือบชั้นในโครงสร้าง 3D
Samsung และ SK hynix จึงเร่งกระจายแหล่งจัดหา เพิ่มการรีไซเคิล และปรับการจัดซื้อเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่น นอกจากนี้ยังได้ทำสัญญาระยะยาวเพิ่มเติมกับ Linde และ Air Products ซึ่งใช้แหล่งฮีเลียมจากสหรัฐฯ แม้ต้องยอมรับราคาที่สูงขึ้น เพื่อให้มั่นใจในเสถียรภาพของซัพพลาย
รัฐบาลเกาหลีใต้ยังระบุว่ามีสต็อกฮีเลียมสำหรับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์เพียงพอประมาณ 4 เดือน และยังไม่มีผลกระทบเร่งด่วนต่อการผลิต
ไต้หวัน: TSMC ยังรักษาเสถียรภาพได้
ฮีเลียมมีบทบาทสำคัญในกระบวนการผลิตชิป เช่น การระบายความร้อนด้านหลังเวเฟอร์ การรักษาสภาพสุญญากาศ และการใช้ในกระบวนการ EUV และ CVD แม้ต้นทุนฮีเลียมจะคิดเป็นสัดส่วนน้อยกว่า 1% ของต้นทุนการผลิต แต่ก็ไม่สามารถทดแทนได้
รายงานระบุว่าราคาอิเล็กทรอนิกส์เกรดและ EUV เกรดเพิ่มขึ้นมากกว่า 5% ในช่วงต้นเดือนเมษายน สะท้อนแรงกดดันด้านต้นทุน
TSMC แม้มีความเสี่ยง โดยเฉพาะในสายการผลิตแพ็กเกจขั้นสูง CoWoS ที่ใช้ฮีเลียมมาก แต่ยังคงมีความยืดหยุ่นจากการกระจายแหล่งจัดหา การรีไซเคิลในโรงงานที่มีประสิทธิภาพสูง (กู้คืนได้ 80–90%) และการมีสต็อกสำรองมากกว่า 2 เดือน
ญี่ปุ่น: ความกังวลเพิ่มขึ้นจากการพึ่งพาการนำเข้า
ญี่ปุ่นซึ่งเป็นศูนย์กลางเซมิคอนดักเตอร์อีกแห่ง กำลังเผชิญแรงกดดันจากความไม่แน่นอนของซัพพลาย โดยในปี 2025 ญี่ปุ่นนำเข้าฮีเลียมจากสหรัฐฯ ประมาณ 60% และจากกาตาร์ราว 37%
กระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรมของญี่ปุ่นระบุว่าสต็อกปัจจุบันสามารถรองรับได้ถึงต้นเดือนพฤษภาคม และกำลังจัดหาจากสหรัฐฯ เพื่อทดแทนแหล่งจากตะวันออกกลาง ขณะที่บางบริษัทเริ่มจำกัดการขาย และหันมาจัดสรรซัพพลายในประเทศมากขึ้น
แม้ยังไม่มีผลกระทบทันทีต่อการผลิต แต่ภาคอุตสาหกรรมยอมรับว่าฮีเลียมเป็นทรัพยากรที่สำคัญและยากจะทดแทน
เหตุผลที่ Intel อาจได้เปรียบ
รายงานชี้ว่าผู้ผลิตชิปในสหรัฐฯ โดยเฉพาะ Intel ได้รับผลกระทบน้อยกว่าผู้ผลิตในเอเชีย เนื่องจากสหรัฐฯ เป็นผู้ผลิตฮีเลียมรายใหญ่ที่สุดของโลก โดยมีกำลังการผลิตประมาณ 81 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี และโรงงานส่วนใหญ่ใช้ซัพพลายภายในประเทศ
นักวิเคราะห์ยังมองว่าบริษัทก๊าซอุตสาหกรรมในสหรัฐฯ เช่น Air Products, Linde และ ExxonMobil จะได้รับประโยชน์จากภาวะซัพพลายตึงตัว เนื่องจากลูกค้าหันไปพึ่งพาแหล่งที่มีเสถียรภาพมากขึ้นในอเมริกาเหนือ
ที่มา: TrendForce



