ท่ามกลางการแข่งขันในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ที่ดุเดือดขึ้นเรื่อย ๆ บริษัท TSMC ยังคงรักษาความเป็นผู้นำเอาไว้ได้อย่างชัดเจน และในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา บริษัทได้เร่งผลักดันการสร้างซัพพลายเชนภายในประเทศอย่างจริงจัง เพื่อลดต้นทุน ลดการพึ่งพาบริษัทต่างชาติ เพิ่มความยืดหยุ่น และรับมือกับความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์
นอกจากบทบาทผู้ผลิตชิปแล้ว TSMC ยังกลายเป็นเหมือน “ผู้รักษาเสถียรภาพซัพพลายเชน” โดยเข้าไปมีบทบาททั้งด้านการไกล่เกลี่ยคดีสิทธิบัตร สนับสนุนทางการเงิน และแทรกแซงกรณีข้อพิพาทด้านการบริหารของซัพพลายเออร์
ตลอดกว่า 10 ปีที่ผ่านมา TSMC เคยเข้าช่วยเหลือบริษัทในประเทศหลายครั้ง เพื่อป้องกันไม่ให้ห่วงโซ่อุปทานสะดุด และค่อย ๆ สร้างระบบนิเวศซัพพลายเชนที่มีบริษัทตัวเองเป็นศูนย์กลาง
หนึ่งในกรณีสำคัญเกิดขึ้นปี 2015 เมื่อบริษัทอุปกรณ์เวตโปรเซสของไต้หวัน 2 ราย ได้แก่ Shinyu และ Hung Su Plastic เกิดข้อพิพาทสิทธิบัตร โดย Hung Su กล่าวหาว่าเครื่องล้างเวเฟอร์ 12 นิ้วของ Shinyu ละเมิดสิทธิบัตร พร้อมเรียกร้องให้หยุดผลิตและทำลายอุปกรณ์
คดีนี้ยืดเยื้อหลายปี ก่อนที่ในปี 2017 ศาลทรัพย์สินทางปัญญาจะตัดสินให้ Shinyu ชนะคดี และชี้ว่าสิทธิบัตรบางส่วนของ Hung Su เป็นโมฆะ ก่อนคำตัดสินสิ้นสุดในปี 2018
แม้คดีจะจบลงด้วยชัยชนะของ Shinyu แต่ทั้งสองบริษัทต่างเป็นซัพพลายเออร์สำคัญของ TSMC ทำให้มีรายงานว่า TSMC ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้ข้อพิพาทกระทบต่อการส่งมอบอุปกรณ์และเสถียรภาพสายการผลิต
อีกกรณีคือบริษัท Hua Yang Precision ซึ่งเคยประสบปัญหาขาดทุนและวิกฤตกระแสเงินสดในช่วงปี 2018 จนตลาดมองว่าใกล้ออกจากธุรกิจ
อย่างไรก็ตาม TSMC มองเห็นศักยภาพด้านเทคโนโลยีตรวจสอบ photomask ของบริษัท จึงเลือกช่วยเหลือผ่านการ “จ่ายเงินล่วงหน้าสำหรับอุปกรณ์” รวมถึงสนับสนุนการสร้างห้องคลีนรูม
หลังได้รับการช่วยเหลือ Hua Yang สามารถพัฒนาเทคโนโลยี Surface Optical Filtering (SFO) ได้สำเร็จ กลายเป็นหนึ่งในไม่กี่บริษัทของโลกที่ตรวจจับอนุภาคบน photomask ได้ทั้ง EUV และ DUV ช่วยลดการผูกขาดของบริษัทต่างชาติ
อีกเคสที่ได้รับความสนใจมากคือข้อพิพาทสิทธิบัตรระหว่างบริษัท Gudeng Precision และบริษัท Entegris จากสหรัฐฯ ซึ่งเริ่มตั้งแต่ปี 2015
ปี 2019 ศาลตัดสินให้ Gudeng แพ้คดี และต้องจ่ายค่าเสียหายสูงถึง 978 ล้านดอลลาร์ไต้หวัน ซึ่งถือเป็นค่าปรับสิทธิบัตรสูงสุดในประวัติศาสตร์ไต้หวัน
ด้วยทุนจดทะเบียนเพียงราว 700 ล้านดอลลาร์ไต้หวัน บริษัทจึงเสี่ยงล้มละลายอย่างหนัก
TSMC จึงเข้าช่วยเหลือด้วยการจ่ายเงินล่วงหน้าหลายร้อยล้านดอลลาร์ไต้หวัน เพื่อให้บริษัทวางหลักประกันต่อศาล และในปี 2020 ยังซื้อโรงงาน Gudeng ใน South Taiwan Science Park มูลค่า 660 ล้านดอลลาร์ไต้หวัน เพื่อเพิ่มสภาพคล่อง
สุดท้าย Gudeng สามารถสู้คดีต่อและยื่นเพิกถอนสิทธิบัตรของ Entegris ได้ ก่อนทั้งสองฝ่ายบรรลุข้อตกลงยุติข้อพิพาทในภายหลัง
ด้านข้อพิพาทการแย่งชิงอำนาจบริหารของบริษัท GlobalWafers Materials ในปี 2021 ซึ่งเกิดสถานการณ์ “ประธานบริษัท 2 คน” TSMC ก็แสดงบทบาทอย่างชัดเจนด้วยการออกจดหมายเปิดผนึก สนับสนุนฝ่ายผู้บริหารเดิม และเรียกร้องให้ยุติข้อขัดแย้งโดยเร็วเพื่อรักษาเสถียรภาพซัพพลายเชน
ตลาดมองว่าจดหมายดังกล่าวเป็นสัญญาณชี้ขาด ก่อนที่บริษัทอื่นอย่าง United Microelectronics Corporation หรือ UMC จะออกมาสนับสนุนเพิ่มเติม และช่วยให้ข้อพิพาทจบลง
อุตสาหกรรมมองว่าการเคลื่อนไหวเหล่านี้สะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงกลยุทธ์ของ TSMC อย่างชัดเจน
ในอดีต TSMC พึ่งพาซัพพลายเออร์ต่างชาติเป็นหลัก เนื่องจากบริษัทท้องถิ่นยังตามเทคโนโลยีไม่ทัน แต่หลังปี 2018 เป็นต้นมา ทั้งสงครามเทคโนโลยีสหรัฐฯ-จีน การระบาดใหญ่ และความเสี่ยงซัพพลายเชน ทำให้ TSMC เร่งสร้างเครือข่ายในประเทศมากขึ้น
TSMC ตั้งเป้าภายในปี 2030 จะยกระดับซัพพลายเออร์ท้องถิ่น 38 ราย ผ่านโครงการ Localized Equipment Parts Innovation Program ซึ่งให้ทั้งเงินสนับสนุนและคำแนะนำด้านเทคนิค
บริษัทระบุว่าโครงการดังกล่าวช่วยลดระยะเวลาพัฒนาได้ถึง 50% และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจมากกว่า 2 พันล้านดอลลาร์ไต้หวันต่อปี
แหล่งข่าวในอุตสาหกรรมระบุว่า ปัจจุบันการได้ Vendor Code จาก TSMC กลายเป็นเหมือน “ใบเบิกทาง” สำคัญสำหรับบริษัทเทคโนโลยีในไต้หวัน เพราะการผ่านมาตรฐานของ TSMC หมายถึงโอกาสได้รับงานจากบริษัทระดับโลกอย่าง Intel และ Samsung Electronics ด้วยเช่นกัน
ที่มา: Digitimes



