NVIDIA ได้เปิดตัวฟีเจอร์ Dynamic Multi Frame Generation (MFG) และโหมด Multi Frame Generation 6x อย่างเป็นทางการแล้ว ผ่านการอัปเดต NVIDIA App เวอร์ชันเบต้า ซึ่งถือเป็นการปล่อยเทคโนโลยี DLSS 4.5 แบบเต็มรูปแบบ
เทคโนโลยีนี้ช่วยให้ GPU สามารถสร้างเฟรมเพิ่มเติมได้สูงสุดถึง 5 เฟรม ต่อ 1 เฟรมที่เรนเดอร์จริง ด้วย AI ส่งผลให้เมื่อเปิดโหมด MFG 6x จะได้ประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นถึง 6 เท่า เช่น เกมที่เดิมรันที่ 60 FPS อาจพุ่งไปถึง 360 FPS ได้
ผู้ใช้งานต้องเปิด “beta และ experimental features” ใน NVIDIA App และใช้ไดรเวอร์ GeForce Game Ready เวอร์ชัน 595.79 WHQL หรือใหม่กว่า จึงจะใช้งานฟีเจอร์ทั้งหมดได้ โดยในช่วงแรกจะรองรับเกมจำนวนจำกัด เช่น ARC Raiders Flashpoint, Marvel Rivals Season 7, 007 First Light, CONTROL Resonant และ Tides of Annihilation และจะมีเกมรองรับเพิ่มในอนาคต
อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ที่ใช้จอ 144Hz หรือ 240Hz ซึ่งเป็นมาตรฐานทั่วไป การใช้โหมด 6x อาจเกินความจำเป็น นี่จึงเป็นเหตุผลที่มีฟีเจอร์ Dynamic MFG เข้ามาช่วย
Dynamic MFG จะปรับ “ตัวคูณเฟรม” อัตโนมัติตามรีเฟรชเรตของจอและเฟรมเรตต้นทาง โดย NVIDIA เปรียบเหมือน “เกียร์อัตโนมัติ” ของรถยนต์ ที่ปรับระดับตามสถานการณ์ เช่น
- ฉากหนัก: เพิ่มเป็น 4x / 5x / 6x
- ฉากเบา: ลดเหลือ 2x เพื่อให้ได้เฟรมเรตที่เหมาะสม
ฟีเจอร์ MFG 6x และ Dynamic MFG จะรองรับเฉพาะการ์ดจอ GeForce RTX 50 Series (Blackwell) เท่านั้น เนื่องจากต้องใช้ฮาร์ดแวร์เฉพาะที่เรียกว่า flip-metering ซึ่งไม่มีในรุ่นก่อนหน้า
บน GPU รุ่นใหม่นี้ การขยับจาก 4x ไป 6x สามารถเพิ่มเฟรมเรตในระดับ 4K (โดยเฉพาะเกมที่ใช้ path tracing) ได้สูงสุดถึงประมาณ 35%
ส่วน DLSS 4.5 Super Resolution (ใช้โมเดล Transformer รุ่นที่ 2) มีให้ใช้งานแล้วในกว่า 400 เกม โดยเน้นการปรับปรุงคุณภาพภาพเป็นหลัก ไม่ได้เพิ่มเฟรมเรตโดยตรง
สรุป:
DLSS 4.5 = ก้าวใหญ่ของ AI ในเกม
“สร้างเฟรมแทน GPU” ได้มากขึ้นกว่าเดิมแบบก้าวกระโดด
ที่มา: NVIDIA



