ท่ามกลางราคาหน่วยความจำที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว Samsung กำลังมุ่งสู่ไตรมาสแรกที่ทำสถิติใหม่ โดยคาดว่ากำไรในไตรมาส 1 จะสูงกว่ากำไรทั้งปี 2025 ตามรายงานของ Reuters
จากแถลงการณ์เมื่อวันที่ 7 เมษายน รายได้เบื้องต้นของ Samsung เพิ่มขึ้น 68% เมื่อเทียบกับปีก่อน อยู่ที่ 133 ล้านล้านวอน ขณะที่กำไรจากการดำเนินงานพุ่งขึ้นถึง 755% แตะ 57.2 ล้านล้านวอน
ตัวเลขนี้เกือบ 3 เท่าของสถิติกำไรรายไตรมาสก่อนหน้าที่ 20 ล้านล้านวอนในไตรมาส 4 ปี 2025 และยังถือเป็นผลงานรายไตรมาสที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ของบริษัทเกาหลีใต้ โดยกำไรไตรมาสเดียวสูงกว่ากำไรทั้งปี 2025 ที่ 43.6 ล้านล้านวอน อีกด้วย อัตรากำไรยังเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวจากไตรมาสก่อน
ปัจจัยหลักที่ผลักดันผลประกอบการ
ผลลัพธ์นี้เหนือความคาดหมายของนักวิเคราะห์ ซึ่งก่อนหน้านี้คาดว่ากำไรไตรมาส 1 จะอยู่ราว 37 ล้านล้านวอน โดยตัวเลขคาดการณ์สูงสุดก็อยู่ที่ 53.9 ล้านล้านวอน แต่ยังต่ำกว่าผลจริง
รายงานระบุว่าธุรกิจชิปเป็นตัวทำเงินหลัก คิดเป็นกำไรประมาณ 54 ล้านล้านวอน หรือราว 95% ของทั้งหมด ขณะที่ธุรกิจมือถือทำกำไรประมาณ 4 ล้านล้านวอน
แรงหนุนสำคัญมาจากกระแส AI ที่ทำให้ความต้องการหน่วยความจำเพิ่มขึ้นอย่างมาก รวมถึงยอดขายสมาร์ตโฟน Galaxy S26 และอัตราแลกเปลี่ยนที่เอื้อประโยชน์
โดยเฉพาะ DRAM ที่ราคาพุ่งแรงมาก มีการประเมินว่าราคาเฉลี่ยเพิ่มขึ้นถึง 90% เมื่อเทียบไตรมาสต่อไตรมาส ขณะที่ NAND ก็ปรับตัวขึ้นในทิศทางเดียวกัน
ราคาหน่วยความจำปรับขึ้นต่อเนื่อง 11 เดือน โดยเฉพาะ HBM ที่มีความต้องการสูงมาก และล่าสุด NAND ก็เริ่มเข้าสู่ภาวะขาดแคลน ทำให้ชิปหน่วยความจำแทบขายหมด
แนวโน้มไตรมาส 2 และทั้งปี
แนวโน้มยังคงแข็งแกร่ง โดยคาดว่ากำไรทั้งปีอาจแตะระดับ 320 ล้านล้านวอน
Samsung ยังปรับขึ้นราคา DRAM ในไตรมาส 2 อีกประมาณ 30% หลังจากไตรมาส 1 พุ่งขึ้นเกือบ 100% และได้ปิดดีลราคากับลูกค้าหลักไปแล้วตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคม ครอบคลุมทั้ง HBM และ DRAM ทั่วไปในเซิร์ฟเวอร์ พีซี และมือถือ
คาดว่าราคา DRAM จะเพิ่มขึ้นอีก 58–63% ในไตรมาส 2 ส่วน NAND อาจพุ่งถึง 70–75%
ความเสี่ยงที่ต้องจับตา
แม้แนวโน้มจะดี แต่ยังมีความไม่แน่นอน เช่น ต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้นจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งอาจกระทบความต้องการดาต้าเซ็นเตอร์ AI และซัพพลายวัสดุสำคัญในการผลิตชิป
นักวิเคราะห์มองว่า ปัจจัยสำคัญต่อจากนี้คือการจัดโครงสร้างสัญญาระยะยาวกับลูกค้า เพื่อรักษาความสามารถในการทำกำไรของธุรกิจเซมิคอนดักเตอร์ต่อไป
ที่มา: TrendForce



