วิกฤต RAM ลามถึงมือถือ! RAM 12GB + NAND 256GB พุ่งแตะ 10,000 บาท แพงกว่าชิปเรือธงเสียอีก
ตลาดสมาร์ตโฟนกำลังเผชิญกับแรงกดดันด้านต้นทุนครั้งใหญ่จากปัญหาหน่วยความจำทั่วโลก หลังมีข้อมูลประเมินว่า DRAM และ NAND Flash สำหรับสมาร์ตโฟนมีราคาพุ่งขึ้นอย่างรุนแรง จนชุด RAM 12GB + Storage 256GB มีต้นทุนสูงถึงประมาณ 310 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 10,000–10,100 บาท และมีราคาสูงกว่าชิปประมวลผลระดับเรือธงเสียอีก
ข้อมูลดังกล่าวมาจาก Digital Chat Station แหล่งข่าวสายฮาร์ดแวร์ชื่อดังบน Weibo ซึ่งระบุว่า เมื่อช่วงปีที่ผ่านมา หน่วยความจำ RAM 12GB + NAND Flash 256GB มีต้นทุนสำหรับผู้ผลิตสมาร์ตโฟนอยู่ที่ประมาณ 70 ดอลลาร์ หรือราว 2,300 บาท เท่านั้น
แต่เมื่อเข้าสู่ไตรมาส 3 ปี 2026 ราคาชุดเดียวกันกลับเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 2,200 หยวน หรือ 310 ดอลลาร์ คิดเป็นเงินไทยประมาณ 10,000 บาท หรือเพิ่มขึ้นราว 340% เมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า
กล่าวง่าย ๆ คือ จากเดิมที่ผู้ผลิตอาจจ่ายเพียงประมาณ 2,300 บาทสำหรับ RAM และ Storage ชุดนี้ ปัจจุบันกลับต้องเตรียมงบมากกว่า 10,000 บาทต่อเครื่อง
RAM + Storage แพงกว่าชิปเรือธง
สิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่าการขึ้นราคาคือ ปัจจุบันต้นทุนของ DRAM และ NAND Flash รวมกันอาจสูงกว่า SoC ระดับเรือธง แล้ว
แหล่งข่าวประเมินว่าชิปประมวลผลระดับพรีเมียมในปัจจุบันมีราคาอยู่ที่ประมาณ 2,000 หยวน หรือ 280 ดอลลาร์ คิดเป็นเงินไทยประมาณ 9,000 บาท
นั่นหมายความว่า RAM 12GB + NAND 256GB ที่มีต้นทุนประมาณ 310 ดอลลาร์ หรือราว 10,000 บาท มีราคาแพงกว่าชิปประมวลผลระดับท็อปประมาณ 30 ดอลลาร์
สถานการณ์นี้ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของโครงสร้างต้นทุนสมาร์ตโฟน เพราะในอดีตชิปประมวลผลมักเป็นหนึ่งในชิ้นส่วนที่มีราคาสูงที่สุดของเครื่อง แต่การเติบโตอย่างรวดเร็วของตลาด AI ได้ทำให้ความต้องการ DRAM และ NAND เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล
ถ้าเพิ่ม RAM เป็น 16GB ต้นทุนอาจพุ่งอีก
ตัวเลขประมาณ 10,000 บาทนี้ยังเป็นเพียงต้นทุนสำหรับ RAM 12GB + Storage 256GB เท่านั้น
หากผู้ผลิตเลือกใช้การกำหนดค่า เช่น
- RAM 16GB + Storage 256GB
- RAM 16GB + Storage 512GB
- หรือความจุระดับ 1TB
ต้นทุนของหน่วยความจำและ Storage ก็มีโอกาสเพิ่มขึ้นอย่างมาก
และผู้ผลิตสมาร์ตโฟนไม่สามารถรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นทั้งหมดเอาไว้เองได้ เพราะจะส่งผลโดยตรงต่ออัตรากำไร ดังนั้นผู้บริโภคจึงมีโอกาสเห็น ราคาสมาร์ตโฟนรุ่นใหม่เพิ่มขึ้น หรือได้รับ RAM/Storage น้อยลงในราคาเท่าเดิม
สถานการณ์นี้อาจเป็นหนึ่งในเหตุผลที่สมาร์ตโฟนบางรุ่นในปี 2026 เลือกใช้ RAM 12GB แทนที่จะเพิ่มไปเป็น 16GB ขณะเดียวกันราคาขายปลีกกลับเพิ่มขึ้นจากรุ่นก่อน
Android เจอแรงกดดันหนักกว่า Apple
ปัญหาด้านต้นทุนยังส่งผลแตกต่างกันระหว่างผู้ผลิตสมาร์ตโฟนแต่ละราย
ผู้ผลิต Android จำนวนมากจำเป็นต้องซื้อชิปจากบริษัทอย่าง Qualcomm และ MediaTek ซึ่งหมายความว่าต้องแบกรับต้นทุนทั้งในส่วนของ SoC และหน่วยความจำที่เพิ่มขึ้นพร้อมกัน
ขณะที่ Apple มีข้อได้เปรียบจากการออกแบบชิปของตัวเอง แม้จะยังต้องพึ่งพา TSMC ในการผลิต แต่ไม่จำเป็นต้องซื้อ SoC จากผู้ผลิตภายนอกเหมือนผู้ผลิต Android ส่วนใหญ่
อย่างไรก็ตาม Apple ก็ไม่ได้รอดพ้นจากวิกฤตหน่วยความจำ เพราะ iPhone ยังคงต้องใช้ DRAM และ NAND Flash ในปริมาณมากเช่นเดียวกัน
AI ดูดหน่วยความจำ จนตลาดมือถือได้รับผลกระทบ
ต้นเหตุสำคัญของสถานการณ์นี้คือการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างความต้องการหน่วยความจำทั่วโลก
การขยายตัวของ AI Data Center ทำให้ผู้ผลิตหน่วยความจำต้องจัดสรรกำลังการผลิตไปยัง HBM, Server DRAM และหน่วยความจำสำหรับระบบ AI ซึ่งมีมูลค่าและอัตรากำไรสูงกว่าตลาดผู้บริโภค
เมื่อกำลังการผลิตส่วนหนึ่งถูกดึงเข้าสู่ตลาด AI ปริมาณหน่วยความจำที่เหลือสำหรับตลาดสมาร์ตโฟนและอุปกรณ์ทั่วไปจึงตึงตัวขึ้น ส่งผลให้ราคาของ DRAM และ NAND ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
และปัญหานี้อาจไม่ได้จบลงในเร็ว ๆ นี้ โดยมีการคาดการณ์ว่าราคาหน่วยความจำและ Storage อาจยังอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องไปจนถึง ปี 2028 ขณะที่สถานการณ์โดยรวมอาจเริ่มคลี่คลายในช่วง ปี 2029
ผู้บริโภคอาจต้องจ่ายแพงขึ้น หรือได้สเปกน้อยลง
หากต้นทุนหน่วยความจำยังคงอยู่ในระดับปัจจุบัน ผู้ผลิตสมาร์ตโฟนอาจมีทางเลือกไม่มากนัก นอกจาก ขึ้นราคาขาย ลดปริมาณ RAM/Storage หรือยอมรับอัตรากำไรที่ลดลง
โดยเฉพาะสมาร์ตโฟนระดับกลางและระดับเรือธงที่ต้องแข่งขันด้านราคา ปัญหานี้อาจกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดสเปกของเครื่องรุ่นใหม่
จากเดิมที่ผู้บริโภคคาดหวังว่า RAM และ Storage จะเพิ่มขึ้นทุกปี ในยุคที่ AI กำลังแย่งชิงกำลังการผลิตหน่วยความจำ อาจกลายเป็นว่า มือถือรุ่นใหม่ต้องลด RAM หรือเพิ่มราคา เพียงเพื่อรักษาสเปกเดิมเอาไว้
และหากตัวเลขต้นทุนประมาณ 10,000 บาทสำหรับ RAM 12GB + Storage 256GB เป็นจริง นี่อาจเป็นสัญญาณว่าปัญหา DRAM/NAND กำลังเปลี่ยนจากวิกฤตของตลาดพีซีและเซิร์ฟเวอร์ มาเป็นปัญหาที่ผู้ใช้สมาร์ตโฟนทั่วโลกจะต้องรับผลกระทบโดยตรง
ที่มา: Wccftech



