Microsoft ขึ้นค่าลิขสิทธิ์ Windows สำหรับผู้ผลิต PC สูงสุด 10% ซ้ำเติมตลาดคอมฯ ที่กำลังเผชิญวิกฤติราคา
ตลาด PC กำลังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนหน่วยความจำ พื้นที่จัดเก็บข้อมูล และชิปประมวลผลที่เพิ่มสูงขึ้น ล่าสุดมีรายงานว่า Microsoft เตรียมขึ้นค่าลิขสิทธิ์ Windows สำหรับผู้ผลิตคอมพิวเตอร์ OEM อีก 7–10% ซึ่งอาจทำให้ต้นทุนของโน้ตบุ๊กและ Desktop สำเร็จรูปเพิ่มขึ้นในระยะต่อไป
รายงานจากสื่อไต้หวัน UDN ระบุว่า Microsoft ได้แจ้งผู้ผลิต PC ในไต้หวันเกี่ยวกับการปรับขึ้นค่าธรรมเนียม Windows License โดยการขึ้นราคาในครั้งนี้ถือว่าสูงกว่าปกติอย่างชัดเจน เนื่องจากที่ผ่านมา Microsoft มักปรับค่าลิขสิทธิ์ขึ้นเพียงระดับเลขหลักเดียวในช่วงเปอร์เซ็นต์ต่ำ ๆ ต่อปี แต่ครั้งนี้อาจสูงถึง 10%
อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการเปิดเผยตัวเลขค่าลิขสิทธิ์ที่แน่นอน เนื่องจาก Microsoft ไม่ได้กำหนดราคาเดียวสำหรับผู้ผลิตทุกบริษัท แต่จะเจรจาเป็นราย OEM โดยผู้ผลิตรายใหญ่ที่มียอดจัดส่งจำนวนมาก เช่น Dell, HP, ASUS และ Acer ย่อมมีอำนาจต่อรองและได้รับราคาต่อเครื่องที่แตกต่างจากผู้ผลิตรายเล็ก
ไม่ใช่แค่ RAM และ SSD ที่แพงขึ้น
การปรับขึ้นค่าลิขสิทธิ์ Windows เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ตลาด PC กำลังเผชิญปัญหาต้นทุนหลายด้าน โดยเฉพาะ DRAM และ NAND Flash ที่ราคาพุ่งสูงขึ้นจากความต้องการของตลาด AI และ Data Center
ต้นทุน RAM ที่เพิ่มขึ้นส่งผลโดยตรงต่อการประกอบ PC และโน้ตบุ๊ก ขณะที่ SSD ก็ได้รับผลกระทบจากภาวะตลาดหน่วยความจำเช่นเดียวกัน นอกจากนี้ CPU และ GPU บางรุ่นก็มีแนวโน้มได้รับผลกระทบจากต้นทุนส่วนประกอบที่สูงขึ้น
เมื่อรวมกับค่าลิขสิทธิ์ Windows ที่เพิ่มขึ้นอีก 7–10% ผู้ผลิตจึงมีแรงกดดันมากขึ้นในการรักษาราคาขายปลีกเดิม
แม้ค่าลิขสิทธิ์ Windows จะเป็นเพียงหนึ่งในต้นทุนทั้งหมดของ PC แต่เมื่อรวมกับต้นทุนชิ้นส่วนที่เพิ่มขึ้น ก็มีความเป็นไปได้ที่ผู้ผลิตจะส่งผ่านต้นทุนบางส่วนไปยังผู้บริโภค ทำให้ โน้ตบุ๊กและ PC สำเร็จรูปอาจมีราคาแพงขึ้นอีกเล็กน้อย
Windows 11 ยังไม่ขึ้นราคาสำหรับผู้ใช้ทั่วไป
ประเด็นสำคัญคือ การปรับขึ้นราคาครั้งนี้ ไม่ได้กระทบราคาขาย Windows สำหรับผู้ใช้ทั่วไปโดยตรง
ปัจจุบัน Windows 11 Home ยังคงมีราคาปลีกอยู่ที่ 139 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 4,800 บาท ขณะที่ Windows 11 Pro อยู่ที่ 199 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 6,900 บาท โดยราคาดังกล่าวยังไม่มีรายงานว่าถูกปรับขึ้น
การขึ้นราคาในครั้งนี้จึงมุ่งเป้าไปที่ ตลาด OEM ซึ่งเป็น Windows ที่ติดตั้งมากับ PC และโน้ตบุ๊กตั้งแต่โรงงาน
สำหรับผู้ประกอบเครื่องเองแบบ DIY หากซื้อ License แยกต่างหาก ราคาจึงยังคงเดิมตามข้อมูลที่มีอยู่ในขณะนี้
Microsoft ต้องการชดเชยต้นทุนการพัฒนา Windows 11?
อีกมุมหนึ่ง Microsoft กำลังลงทุนกับการปรับปรุง Windows 11 อย่างต่อเนื่อง หลังจากระบบปฏิบัติการได้รับเสียงวิจารณ์เกี่ยวกับประสิทธิภาพ การใช้ทรัพยากร และประสบการณ์ใช้งานในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
Microsoft ยังให้ความสำคัญกับการลดการใช้หน่วยความจำและเพิ่มประสิทธิภาพของ Windows 11 โดยเฉพาะเครื่องที่มี RAM ระดับ 8GB ขึ้นไป ซึ่งสอดคล้องกับการที่บริษัทเพิ่งนำคำแนะนำเรื่อง 32GB RAM สำหรับผู้ใช้ระดับจริงจังและเกมเมอร์ ออกจากเอกสารบางส่วน
อย่างไรก็ตาม การขึ้นค่าลิขสิทธิ์ Windows ไม่ได้หมายความว่า Microsoft จะขึ้นราคา Windows สำหรับผู้บริโภคโดยตรง แต่เป็นการปรับโครงสร้างราคาสำหรับผู้ผลิตที่นำ Windows ไปติดตั้งกับเครื่องจากโรงงาน
PC อาจแพงขึ้นในจังหวะที่ผู้บริโภคเจอแรงกดดันรอบด้าน
สถานการณ์นี้ถือว่าน่าสนใจ เพราะตลาด PC กำลังเข้าสู่ช่วงที่ต้นทุนหลายส่วนปรับตัวขึ้นพร้อมกัน ตั้งแต่ RAM, SSD, CPU, GPU ไปจนถึงระบบปฏิบัติการ
หากผู้ผลิตไม่สามารถรับภาระต้นทุนเพิ่มเติมไว้เองทั้งหมด ราคาขายของ PC สำเร็จรูปและโน้ตบุ๊กในอนาคตอาจต้องปรับเพิ่มตามต้นทุน โดยเฉพาะเครื่องราคาประหยัดที่มีอัตรากำไรต่อเครื่องค่อนข้างต่ำ
ดังนั้น แม้การขึ้นค่าลิขสิทธิ์ Windows 7–10% จะไม่ได้หมายความว่าราคา PC จะเพิ่มขึ้น 7–10% โดยตรง แต่ก็เป็น อีกหนึ่งแรงกดดันด้านต้นทุน ที่อาจทำให้การรักษาราคา PC ในระดับเดิมทำได้ยากขึ้น
และเมื่อประกอบเข้ากับวิกฤติ DRAM ที่กำลังรุนแรงขึ้นในปี 2026 ภาพรวมของตลาด PC จึงมีแนวโน้มที่จะต้องเผชิญกับต้นทุนที่สูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ที่มา: TechPowerUp



