ผู้ผลิตหน่วยความจำคาดว่า ภาวะขาดแคลนชิปหน่วยความจำจะยืดเยื้อไปจนถึงช่วงปลายปี 2028 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่คาดว่าห่วงโซ่อุปทานจะกลับเข้าสู่ภาวะสมดุล และหน่วยความจำจะกลับมาเป็นสินค้ามาตรฐาน (commodity) อีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม หนังสือพิมพ์ธุรกิจเกาหลีใต้รายงานว่า ผู้ผลิตหน่วยความจำเริ่มทบทวนแผนการขยายกำลังการผลิต เพื่อหลีกเลี่ยงการลงทุนเกินตัว หากความต้องการตลาดชะลอตัวลงในอนาคต
รายงานระบุว่า การประเมินภายในของ Samsung ชี้ว่าความต้องการ DRAM ทั้งกลุ่ม HBM และ DDR ทั่วไป จะพุ่งสูงสุดในอีกไม่กี่ไตรมาสข้างหน้า ต่อเนื่องไปจนถึงปลายปี 2028 หลังจากนั้นความต้องการทั้งอุตสาหกรรมจะเริ่มชะลอตัวและกลับเข้าสู่สมดุล
ในช่วงที่กระแส AI เติบโตอย่างรวดเร็ว ผู้ผลิตหน่วยความจำได้รับออเดอร์จำนวนมหาศาลจากผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่ (Hyperscalers) ทั่วโลก ซึ่งสั่งจองชิป DRAM ล่วงหน้าเป็นเวลาหลายเดือน ทำให้ SK Hynix, Micron และ Samsung ต้องเร่งสั่งซื้อเครื่องจักรผลิตชิปจาก ASML เพื่อขยายกำลังการผลิตเวเฟอร์ รองรับความต้องการ HBM, DDR และ GDDR ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ASML ประเมินว่าในปี 2027 บริษัทจะส่งมอบเครื่องสแกน EUV แบบ Low-NA จำนวน 56 เครื่อง โดยในจำนวนนี้มี 7 เครื่องสำหรับ Samsung และมากถึง 20 เครื่องสำหรับ SK Hynix ซึ่งมุ่งใช้ในสายการผลิตหน่วยความจำและสตอเรจขั้นสูง
สื่อเกาหลีใต้ยังรายงานว่า SK Hynix มีแผนติดตั้งเครื่อง Low-NA EUV จำนวน 20 เครื่องภายในสองปีข้างหน้า เพื่อผลิต HBM และโซลูชันสตอเรจขั้นสูงโดยเฉพาะ
อย่างไรก็ตาม เมื่อแนวโน้มความต้องการตลาดยังสอดคล้องกับแผนขยายกำลังผลิตเดิม ทำให้ผู้ผลิตหน่วยความจำยังไม่ต้องการขยายโรงงานเพิ่มเติมเกินกว่าที่วางแผนไว้ตั้งแต่แรก
กล่าวคือ หาก SK Hynix และ Samsung สั่งซื้อเครื่อง EUV เพิ่มเติมและเริ่มเดินสายการผลิตจำนวนมากในโรงงานใหม่ สมดุลอุปทานอาจเปลี่ยน และราคาหน่วยความจำอาจกลับมาทรงตัวเร็วขึ้น
แต่เมื่อความต้องการจาก AI อยู่ในระดับที่คาดการณ์ได้ จากออเดอร์ของผู้ให้บริการคลาวด์และแผนลงทุน CapEx การเพิ่มกำลังผลิตเกินจากโครงการที่กำลังดำเนินอยู่จึงอาจไม่คุ้มค่าทางการเงิน
ผู้ผลิตหน่วยความจำจึงอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องระมัดระวัง เพราะการขยายกำลังผลิตมากเกินไปอาจทำให้เกิดภาวะกำลังผลิตล้นตลาดในอนาคต เนื่องจากการสั่งซื้อเครื่องจักร การสร้างโรงงาน และการเดินสายการผลิตจริงต้องใช้เวลาหลายปี
ดังนั้น ผลประโยชน์จากการขยายกำลังผลิตจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อ SK Hynix, Samsung และ Micron เดินหน้าแผนลงทุนที่มีอยู่ในปัจจุบันจนแล้วเสร็จ
ที่มา: TechPowerUp



