ย้อนรำลึก Elpida Memory ชี้การตัดสินใจของรัฐบาลเมื่อ 14 ปีก่อน อาจทำให้ญี่ปุ่นสูญเสียโอกาสในยุค AI
ท่ามกลางวิกฤติราคาหน่วยความจำที่พุ่งสูงและความต้องการชิป AI ที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก สื่อญี่ปุ่นได้ย้อนมองการล้มละลายของ Elpida Memory อดีตผู้ผลิตหน่วยความจำ DRAM รายใหญ่ของประเทศ พร้อมตั้งคำถามว่า หากรัฐบาลญี่ปุ่นในเวลานั้นเลือกให้การสนับสนุน ผลลัพธ์ของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ญี่ปุ่นในปัจจุบันอาจแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
"ญี่ปุ่นไม่ต้องการบริษัทผลิตหน่วยความจำ"
รายงานระบุว่า ในปี 2012 ช่วงที่ Elpida Memory ประสบปัญหาทางการเงินและยื่นขอฟื้นฟูกิจการ บริษัทได้พยายามขอความช่วยเหลือจาก ธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งญี่ปุ่น (Development Bank of Japan)
อย่างไรก็ตาม อดีตประธานบริษัท ยูกิโอะ ซากาโมโตะ (Yukio Sakamoto) เปิดเผยว่า คำตอบที่ได้รับคือ
"ญี่ปุ่นไม่จำเป็นต้องมีบริษัทผลิตหน่วยความจำ ซื้อจากเกาหลีใต้ก็ได้"
คำตอบดังกล่าวทำให้ Elpida ไม่ได้รับการสนับสนุนทางการเงิน และท้ายที่สุดต้องเข้าสู่กระบวนการล้มละลาย
จากผู้นำโลก สู่การหายไปจากตลาด
ย้อนกลับไปในช่วงทศวรรษ 1970-1980 ญี่ปุ่นเคยเป็นผู้นำอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ของโลก โดยผู้ผลิตญี่ปุ่นมีบทบาทสำคัญในตลาด DRAM จนทำให้ Intel ตัดสินใจถอนตัวจากธุรกิจหน่วยความจำ และหันไปมุ่งเน้นการผลิตซีพียูแทน
Elpida เองเคยครองส่วนแบ่งตลาด DRAM โลกประมาณ 20% และเป็นหนึ่งในความหวังสำคัญของอุตสาหกรรมญี่ปุ่น
วิกฤติการเงินปี 2008 จุดเปลี่ยนสำคัญ
หลังเกิดวิกฤติการเงินโลกในปี 2008 หรือวิกฤติ Lehman Brothers บริษัทได้วางแผนลงทุนขยายกำลังการผลิตมูลค่าถึง 1.6 ล้านล้านเยน แต่กลับเผชิญปัญหาค่าเงินเยนแข็งค่าจากประมาณ 120 เยนต่อดอลลาร์ เหลือเพียงราว 80 เยนต่อดอลลาร์
ส่งผลให้ภาระหนี้สินของ Elpida พุ่งขึ้นเกือบ 500,000 ล้านเยน ในปี 2009 หรือมากกว่าทุนของบริษัทถึง 4 เท่า
แม้ว่าบริษัทจะสามารถลดหนี้ลงเหลือประมาณ 290,000 ล้านเยน ภายในปลายปี 2011 แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงการเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการได้
Micron คือผู้ได้รับประโยชน์
หลังล้มละลาย Elpida ถูกซื้อกิจการโดย Micron Technology จากสหรัฐอเมริกา
ปัจจุบัน Micron กลายเป็นหนึ่งในผู้ผลิตหน่วยความจำรายใหญ่ของโลก และได้ประกาศแผนลงทุนกว่า 150,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อขยายกำลังการผลิตและพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ โดยฐานเทคโนโลยี บุคลากร และองค์ความรู้จำนวนมาก ล้วนสืบทอดมาจาก Elpida ในอดีต
เกาหลีใต้ขึ้นเป็นผู้นำตลาด
บทวิเคราะห์ยังระบุว่า ความสำเร็จของ Samsung Electronics และ SK hynix ไม่ได้มาจากความสามารถของบริษัทเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องของรัฐบาลเกาหลีใต้
ในช่วงวิกฤติการเงินปี 2008 ทั้งสองบริษัทเดินหน้าลงทุนเพิ่มกำลังการผลิตสวนกระแสเศรษฐกิจ ทำให้สามารถแซงหน้าคู่แข่งจากญี่ปุ่นและเยอรมนี จนกลายเป็นสองผู้ผลิต DRAM รายใหญ่ที่สุดของโลกในปัจจุบัน
ในอีกด้านหนึ่ง ผู้ผลิตหน่วยความจำจากเยอรมนีอย่าง Qimonda ก็ประสบชะตากรรมไม่ต่างกัน เมื่อไม่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐและต้องยื่นล้มละลายในที่สุด
ญี่ปุ่นพยายามกลับเข้าสู่เกมอีกครั้ง
ปัจจุบัน ญี่ปุ่นกำลังกลับมาลงทุนในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ครั้งใหญ่ ผ่านการสนับสนุนโครงการระดับชาติและบริษัทเกิดใหม่หลายแห่ง เพื่อหวังชิงส่วนแบ่งจากกระแส AI ที่กำลังเติบโต
นักวิเคราะห์จำนวนหนึ่งมองว่า บทเรียนจาก Elpida แสดงให้เห็นว่า อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ต้องอาศัยการลงทุนระยะยาวและเงินทุนมหาศาล ซึ่งยากที่ภาคเอกชนจะรับภาระได้เพียงลำพัง หากขาดการสนับสนุนจากภาครัฐ
แม้จะไม่มีใครสามารถยืนยันได้ว่า Elpida จะประสบความสำเร็จหากได้รับความช่วยเหลือในเวลานั้น แต่หลายฝ่ายเห็นตรงกันว่า การสูญเสียผู้ผลิต DRAM รายใหญ่ของประเทศ ทำให้ญี่ปุ่นพลาดโอกาสสำคัญในการแข่งขันในยุค AI และเซมิคอนดักเตอร์ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน
ที่มา: HKEPC



