ตลาด PC ทรุดหนัก! ยอดส่งมอบทั่วโลกร่วง 20% ต้นทุน RAM-SSD พุ่งจนค่าอะไหล่ PC แตะ 23,400 บาท
ตลาดคอมพิวเตอร์ทั่วโลกกำลังเผชิญวิกฤตรอบใหม่ หลังยอดส่งมอบ PC ในไตรมาส 3 ปี 2026 ลดลงมากกว่า 20% เมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่ต้นทุนหน่วยความจำ DRAM และ SSD พุ่งสูงจากความต้องการของ AI Data Center จนคอมพิวเตอร์ระดับกลางที่เคยขายราคา 699 ดอลลาร์ มีต้นทุนชิ้นส่วนเพียงอย่างเดียวเพิ่มขึ้นมาแตะระดับราคาเครื่องทั้งเครื่องในอดีต
ข้อมูลจากบริษัทวิเคราะห์ตลาด Omdia และ IDC ระบุตรงกันว่าตลาด PC กำลังหดตัวอย่างรุนแรง แม้ตัวเลขประเมินจะแตกต่างกัน โดย Omdia ประเมินว่ายอดส่งมอบ PC ทั่วโลกอยู่ที่ 58.1 ล้านเครื่อง ลดลง 21.2% ส่วน IDC ประเมินไว้ที่ 62.7 ล้านเครื่อง ลดลง 20.1% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปี 2025
RAM และ SSD แพงจนต้นทุน PC พุ่งเกินราคาเดิม
ปัจจัยสำคัญมาจากราคา DRAM และ SSD ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางการลงทุนสร้าง AI Data Center ซึ่งต้องใช้หน่วยความจำประสิทธิภาพสูงจำนวนมหาศาล ทำให้ทรัพยากรการผลิตและห่วงโซ่อุปทานของหน่วยความจำสำหรับตลาดผู้บริโภคเผชิญแรงกดดันตามไปด้วย
Ben Yeh นักวิเคราะห์จาก Omdia ระบุว่า สัดส่วนต้นทุน DRAM และ SSD ในการผลิต PC เพิ่มจากระดับปกติประมาณ 15% ขึ้นไปเกือบ 40% โดยราคาชิ้นส่วนในกลุ่มนี้เพิ่มขึ้นมากกว่า 4 เท่าในช่วงที่วิเคราะห์
ลองดูคอมพิวเตอร์ระดับกลางที่เคยขายในราคา 699 ดอลลาร์ หรือประมาณ 23,400 บาท ในไตรมาส 1 ปี 2025
| รายการ | Q1 2025 | Q2 2026 | Q3 2026 |
|---|---|---|---|
| ต้นทุนชิ้นส่วนรวม | 14,600 บาท | 22,300 บาท | 23,400 บาท |
| ต้นทุน RAM | 5% | 16% | 20% |
| ต้นทุน Storage | 11% | 23% | 22% |
| ต้นทุน RAM + SSD | 2,350 บาท | 8,680 บาท | 9,850 บาท |
ตัวเลขดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า ต้นทุน RAM และ SSD ที่เพิ่มขึ้นเป็นแรงผลักดันสำคัญของต้นทุน PC โดยต้นทุนชิ้นส่วนรวมของเครื่องระดับกลางเพิ่มจาก 435 ดอลลาร์เป็น 699 ดอลลาร์ หรือประมาณ 14,600 บาทเป็น 23,400 บาท เพิ่มขึ้นราว 61%
ที่สำคัญ ตัวเลขนี้ยังไม่รวมค่าแรงประกอบ ค่าขนส่ง การตลาด และกำไรของผู้ผลิต ดังนั้นราคา PC ที่ขายจริงย่อมต้องสูงกว่าต้นทุนชิ้นส่วนดังกล่าว
คอมพิวเตอร์ทุกระดับโดนหมด ตั้งแต่เครื่องราคาประหยัดถึงรุ่นพรีเมียม
ไม่ใช่เฉพาะ PC ระดับกลางเท่านั้นที่ได้รับผลกระทบ เพราะ Omdia ประเมินว่าต้นทุนชิ้นส่วนของคอมพิวเตอร์ทุกระดับเพิ่มขึ้นอย่างมากตั้งแต่ต้นปี 2025
| ระดับ PC | ต้นทุนชิ้นส่วน Q1 2025 | ต้นทุนชิ้นส่วน Q3 2026 | เพิ่มขึ้น |
|---|---|---|---|
| Entry-level ต่ำกว่า 500 ดอลลาร์ | 9,200 บาท | 15,800 บาท | 71% |
| Mainstream ราคาเดิม 699 ดอลลาร์ | 14,600 บาท | 23,400 บาท | 61% |
| High-end ราคาเดิม 1,099 ดอลลาร์ | 25,900 บาท | 41,600 บาท | 60% |
| Premium ราคาเดิมเกิน 1,500 ดอลลาร์ | 41,300 บาท | 63,600 บาท | 54% |
ราคาทั้งหมดเป็นการแปลงจากดอลลาร์สหรัฐด้วยอัตราแลกเปลี่ยนประมาณ 33.51 บาทต่อดอลลาร์ ณ วันที่ 12 ตุลาคม 2026 ไม่ใช่ราคาจำหน่ายจริงในประเทศไทย และยังไม่รวมภาษีหรือค่าใช้จ่ายในการนำเข้า
สำหรับ PC ระดับพรีเมียม ต้นทุนชิ้นส่วนอาจสูงกว่าราคาขายปลีกของคอมพิวเตอร์ระดับเดียวกันที่เคยจำหน่ายในช่วงต้นปี 2025 ไปแล้ว ขณะที่การ์ดจอและชิปประเภทอื่นก็ประสบปัญหาขาดแคลน ทำให้ผู้ผลิตบริหารสต๊อกได้ยากขึ้น
ผู้ผลิตเร่งกักตุนสินค้า แต่กลับทำให้ไตรมาส 3 เงียบเหงา
อีกสาเหตุหนึ่งคือผู้ผลิต PC และคู่ค้ากักตุนสินค้าในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 เพื่อหลีกเลี่ยงต้นทุนที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น เมื่อผู้ผลิตและตัวแทนจำหน่ายเร่งรับสินค้าเข้าสต๊อกล่วงหน้า ความต้องการในไตรมาส 3 จึงลดลงตามไปด้วย
ปกติไตรมาส 3 มักเป็นช่วงที่ยอดส่งมอบ PC สูงกว่าไตรมาส 2 จากการเตรียมสินค้าให้ทันฤดูกาลเปิดเทอมและการจับจ่ายปลายปี แต่ครั้งนี้ IDC ประเมินว่ายอดส่งมอบกลับลดลง 9.1% จากไตรมาส 2 เหลือ 62.7 ล้านเครื่อง
เมื่อสินค้าในช่องทางจำหน่ายยังมีอยู่ แต่ราคาสูงขึ้นจนผู้ซื้อชะลอการตัดสินใจ ผู้ผลิตจึงต้องลดกำลังการผลิตและทยอยระบายสต๊อก
HP เจ็บหนักสุด Apple และ ASUS เสียยอดขาย แต่ชิงส่วนแบ่งตลาดได้
ในบรรดาผู้ผลิต PC รายใหญ่ Lenovo, HP และ Dell ยังคงครองสามอันดับแรก แต่ยอดส่งมอบลดลงอย่างหนัก โดย IDC ระบุว่า Lenovo ลดลง 22.6%, HP ลดลง 30.9% และ Dell ลดลง 25%
ส่วน Apple มียอดส่งมอบ Mac ลดลง 11.3% ขณะที่ ASUS ลดลง 8.6% ซึ่งน้อยกว่าตลาดโดยรวม ทำให้ทั้งสองแบรนด์สามารถเพิ่มส่วนแบ่งตลาดได้แม้ยอดขายจะลดลงเช่นกัน
กรณีของ Apple สะท้อนให้เห็นว่า ผู้ผลิตที่วางตำแหน่งสินค้าไว้ในตลาดพรีเมียมอาจรับมือกับแรงกดดันด้านราคาได้ดีกว่าผู้ผลิตที่พึ่งพาตลาดระดับเริ่มต้นและระดับกลางเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม การเพิ่มส่วนแบ่งตลาดไม่ได้หมายความว่ายอดส่งมอบจะเติบโต เพราะ Apple เองก็ยังมีจำนวนเครื่องลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน
แม้มีโปรโมชัน แต่ราคา PC ยังไม่กลับไปถูกเหมือนเดิม
IDC คาดว่าผู้จัดจำหน่ายอาจเริ่มทำโปรโมชันเพื่อระบายสต๊อก ซึ่งอาจช่วยให้ผู้บริโภคได้รับส่วนลดในระยะสั้น แต่ราคายังไม่น่ากลับไปอยู่ในระดับเดียวกับปี 2025
ด้าน Omdia คาดว่ายอดส่งมอบ PC ในไตรมาส 4 ปี 2026 อาจลดลงอีก 24% เมื่อเทียบกับปีก่อน และตลาดทั้งปี 2027 อาจหดตัวต่ออีกราว 7% หากแรงกดดันด้านต้นทุนและความต้องการยังดำเนินต่อไป
AI กำลังทำให้ PC แพงขึ้น แล้ว Local AI จะช่วยได้จริงหรือไม่?
เรื่องนี้มีความย้อนแย้งอยู่ไม่น้อย เพราะอุตสาหกรรมกำลังผลักดัน AI PC และ AI Agent อย่างหนัก ขณะที่การขยายตัวของ AI Data Center กลับเป็นหนึ่งในปัจจัยที่กดดันต้นทุนหน่วยความจำสำหรับ PC ผู้บริโภค
Microsoft กำลังผลักดันแนวคิด Hybrid Intelligence ให้ Windows เลือกประมวลผล AI บนเครื่องหรือบน Cloud ตามความเหมาะสม ซึ่งในทางทฤษฎีจะช่วยลดจำนวนคำขอที่ต้องส่งไปยัง Data Center และเพิ่มความเป็นส่วนตัวสำหรับงานที่ประมวลผลในเครื่องได้
แต่ Local AI เองก็ต้องการ RAM และหน่วยความจำที่เพียงพอ โดยเฉพาะเมื่อรันโมเดลขนาดใหญ่ ตัวอย่างเช่น Surface Laptop Ultra รุ่นใหม่ของ Microsoft เริ่มต้นที่ 2,599.99 ดอลลาร์ หรือประมาณ 87,100 บาท ส่วนรุ่นความจุหน่วยความจำ 128GB มีราคาสูงถึง 5,899.99 ดอลลาร์ หรือประมาณ 197,700 บาท ตามราคาในสหรัฐฯ
อุปกรณ์เหล่านี้อาจตอบโจทย์นักพัฒนาและผู้ใช้ AI ระดับสูง แต่ก็ยังห่างไกลจากคำว่าคอมพิวเตอร์ราคาประหยัดสำหรับผู้ใช้ทั่วไป
ท้ายที่สุด ต่อให้ Windows 11 ทำงานได้เร็วขึ้น ใช้ RAM น้อยลง และมี AI ที่ฉลาดกว่าเดิม ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาราคา DRAM และ SSD ที่เพิ่มสูงขึ้นได้โดยตรง
ความท้าทายของอุตสาหกรรม PC ในตอนนี้จึงไม่ใช่แค่การสร้างคอมพิวเตอร์ที่แรงขึ้นหรือมี AI มากขึ้น แต่ต้องทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่าการซื้อเครื่องใหม่คุ้มค่ากับเงินที่จ่ายด้วย เพราะหากราคาแพงขึ้นเรื่อย ๆ แต่เครื่องเดิมยังใช้งานได้ดี ผู้บริโภคก็มีเหตุผลมากพอที่จะเลื่อนการอัปเกรดออกไปอีกหลายปี
ที่มา: Windows Latest



