นักพัฒนารัน iOS 16 บน Xiaomi Mi 10T ได้จริง! ใช้เคอร์เนล XNU ของ Apple บูตระบบ iPhone โดยตรง ไม่ผ่าน Android แต่ยังไม่พร้อมใช้ในชีวิตประจำวัน
ใครจะคิดว่าสมาร์ตโฟน Android รุ่นเก่าอย่าง Xiaomi Mi 10T จะสามารถบูตระบบปฏิบัติการ iOS ของ Apple ได้จริง ล่าสุดนักพัฒนาเปิดเผยความคืบหน้าของโปรเจกต์ project-BadApple ซึ่งนำ iOS 16.7.16 เวอร์ชันเดียวกับที่ใช้บน iPhone X มาทำงานบน Xiaomi Mi 10T 5G และ Mi 10T Pro 5G ที่ใช้ชิป Snapdragon 865 ได้ โดยไม่ได้อาศัยอีมูเลเตอร์ และไม่มีระบบ Android ทำงานอยู่เบื้องหลัง
หัวใจสำคัญของโครงการนี้คือการนำเคอร์เนล XNU ซึ่งเป็นเคอร์เนลโอเพนซอร์สของ Apple มาปรับแต่งให้ทำงานร่วมกับฮาร์ดแวร์ของ Xiaomi จากนั้นจึงบูตระบบ iOS ที่นำมาจาก iPhone X ให้ทำงานอยู่บนเคอร์เนลดังกล่าว
ข้อมูลความคืบหน้าบน GitHub ณ วันที่ 28 ตุลาคม 2026 ระบุว่า ระบบสามารถเข้าสู่หน้าจอล็อก หน้าจอหลัก เปิด Settings ใช้ Control Center และสลับแอปได้แล้ว รวมถึงรองรับการสัมผัสหน้าจอ การใช้ปุ่มด้านข้าง และการเรนเดอร์ภาพผ่าน GPU ของเครื่องด้วย
ดูรายละเอียดโครงการได้ที่ GitHub: project-BadApple
นำเคอร์เนล XNU ของ Apple มาบูตบนชิป Snapdragon 865
ปกติแล้ว iOS ถูกออกแบบให้ทำงานร่วมกับฮาร์ดแวร์ของ Apple โดยเฉพาะ ทั้งด้านเคอร์เนล ไดรเวอร์ และบริการระบบต่าง ๆ การนำระบบไปทำงานบนสมาร์ตโฟน Android จึงไม่ใช่เพียงการติดตั้งไฟล์ระบบปฏิบัติการลงในเครื่อง แต่ต้องปรับส่วนสำคัญให้สามารถสื่อสารกับฮาร์ดแวร์ที่แตกต่างกันได้
project-BadApple ใช้เคอร์เนล XNU รุ่น xnu-8796 ซึ่งอยู่ในยุคของ iOS 16 โดยนักพัฒนาแก้ไขเคอร์เนลให้รองรับฮาร์ดแวร์ของ Xiaomi Mi 10T รหัสอุปกรณ์ apollo ซึ่งใช้ชิป Qualcomm Snapdragon 865
ขณะที่ระบบในส่วน Userland ยังคงใช้ iOS 16.7.16 หมายเลขบิลด์ 20H392 จาก iPhone X โดยประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญอย่าง launchd ที่ทำหน้าที่เริ่มบริการระบบ, เดมอนที่ทำงานเบื้องหลัง, backboardd ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการส่วนติดต่อผู้ใช้ และ SpringBoard ที่ทำหน้าที่แสดงหน้าจอหลักของ iOS
จุดที่น่าสนใจคือโครงการนี้ไม่ได้จำลองหน้าตา iOS บน Android แต่เป็นการนำองค์ประกอบของระบบ iOS จริงมาทำงานบนเคอร์เนลที่ผ่านการปรับแต่งให้รองรับสมาร์ตโฟนรุ่นดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม การใช้ระบบ Userland จาก iPhone X ไม่ได้หมายความว่า Xiaomi Mi 10T จะกลายเป็น iPhone อย่างสมบูรณ์ เพราะส่วนที่เกี่ยวข้องกับไดรเวอร์ ฮาร์ดแวร์ และระบบรักษาความปลอดภัยยังต้องได้รับการพัฒนาเพิ่มเติมอีกมาก
หน้าจอหลักทำงานได้แล้ว พร้อมใช้ GPU Adreno 650 เรนเดอร์ภาพ
ความคืบหน้าของโครงการในช่วงปลายเดือนตุลาคม 2026 ถือว่าพัฒนาไปไกลกว่าการบูตระบบขึ้นมาแสดงโลโก้ Apple เพราะขณะนี้สามารถแสดงหน้าจอล็อก หน้าจอหลัก Control Center, Spotlight, App Library และหน้า Settings ได้แล้ว
ระบบสัมผัสของหน้าจอซึ่งใช้ชิปควบคุม Novatek NT36675 สามารถทำงานได้ โดยเคอร์เนลโหลดเฟิร์มแวร์ของหน้าจอสัมผัสทุกครั้งที่บูตเครื่อง ขณะเดียวกันปุ่มเปิด-ปิดเครื่อง ปุ่มเพิ่มเสียง และปุ่มลดเสียงก็ใช้งานได้เช่นกัน
อีกความสำเร็จคือการทำให้ GPU Adreno 650 ใน Snapdragon 865 ทำงานร่วมกับ Mesa และไดรเวอร์ Freedreno เพื่อรองรับ OpenGL ES 3.2 จากนั้นเชื่อมระบบกราฟิกเข้ากับ CoreAnimation ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระบบแสดงผลใน iOS
ผลลัพธ์คือ iOS สามารถใช้ GPU ช่วยวาดส่วนติดต่อผู้ใช้ได้ แทนที่จะต้องพึ่งการเรนเดอร์ด้วย CPU เพียงอย่างเดียวเหมือนโครงการพอร์ตระบบบางรุ่นในช่วงเริ่มต้น
ในส่วนของ CPU นักพัฒนาระบุว่าสามารถเปิดใช้งานทั้ง 8 คอร์ของ Snapdragon 865 ได้ โดยมีความถี่ที่ระบุในตารางสถานะอยู่ที่ 1,804, 2,419 และ 2,841 MHz ตามกลุ่มคอร์
ทั้งนี้ การเปิดใช้งาน CPU และ GPU ได้ไม่ได้หมายความว่าประสิทธิภาพโดยรวมจะเทียบเท่ากับ iPhone X หรือสามารถใช้งานแอปทุกประเภทได้อย่างสมบูรณ์
Wi-Fi และระบบเสียงทำงานแล้ว แต่ยังขาดฟังก์ชันสำคัญ
ข้อมูลความคืบหน้าล่าสุด ณ วันที่ 28 ตุลาคม 2026 ระบุว่า project-BadApple สามารถเชื่อมต่อ Wi-Fi ได้แล้ว ผู้ใช้สามารถเปิดหน้าตั้งค่าเพื่อค้นหาเครือข่าย เชื่อมต่อ Wi-Fi ที่ใช้ WPA2 บันทึกรหัสผ่าน และเชื่อมต่อเครือข่ายเดิมโดยอัตโนมัติหลังรีบูตได้ รวมถึงใช้งานอินเทอร์เน็ตผ่านแอปและ Safari ได้ตามที่นักพัฒนารายงาน
ระบบเสียงก็สามารถเล่นเสียงออกทางลำโพงทั้งสองข้างของเครื่องได้แล้ว โดยอาศัยไดรเวอร์ที่พัฒนาขึ้นสำหรับฮาร์ดแวร์เสียงของ Xiaomi และส่วนเสริมที่เชื่อมระบบเสียงเข้ากับ iOS
ส่วน Bluetooth ยังอยู่ระหว่างการพัฒนา แม้ฝั่งเคอร์เนลจะสามารถเปิดใช้งานโมดูลไร้สายและตรวจพบอุปกรณ์ Bluetooth Low Energy รอบตัวได้ แต่การเชื่อมต่อผ่านบริการ Bluetooth ของ iOS ยังไม่เสร็จสมบูรณ์
ฟังก์ชันสำคัญที่ยังไม่ทำงาน ได้แก่
-
กล้องถ่ายภาพ
-
ระบบเครือข่ายมือถือ
-
ไมโครโฟน
-
การสั่นของตัวเครื่อง
-
การจัดการพลังงานหน้าจอ
-
ระบบแบตเตอรี่
-
Bluetooth ในระดับบริการของ iOS
ข้อจำกัดเหล่านี้ทำให้เครื่องยังไม่สามารถทำหน้าที่เป็นสมาร์ตโฟนที่ใช้งานได้ครบถ้วน แม้ส่วนติดต่อผู้ใช้และระบบพื้นฐานหลายอย่างจะเริ่มทำงานแล้วก็ตาม
ไม่ใช่อีมูเลเตอร์ แต่ต้องปลดล็อก Bootloader และล้างข้อมูล Android
อีกประเด็นสำคัญคือวิธีบูตระบบ โครงการใช้ Bootloader เดิมของ Xiaomi ที่ปลดล็อกแล้ว จากนั้นเรียกใช้โปรแกรม Shim ผ่านคำสั่ง fastboot boot เพื่อโหลดเคอร์เนล XNU และส่วนประกอบที่จำเป็นเข้าสู่เครื่อง
วิธีนี้ช่วยให้ไม่ต้องเขียนทับพาร์ทิชัน Bootloader ของ Xiaomi โดยตรง แต่ไม่ได้หมายความว่าจะปลอดภัยต่อข้อมูลเดิมทั้งหมด
การติดตั้งระบบ iOS root ของโครงการนี้จะลบข้อมูลในพาร์ทิชัน userdata ของ Android ซึ่งหมายถึงข้อมูลผู้ใช้ในพื้นที่ดังกล่าวจะสูญหาย จึงต้องสำรองข้อมูลก่อนดำเนินการทุกครั้ง
นอกจากนี้ ระบบรักษาความปลอดภัยของ Apple หลายส่วนยังถูกปิด ลดระดับ หรือจำลองการทำงานไว้เพื่อให้ระบบบูตได้ ซึ่งแตกต่างจาก iOS ที่ Apple ส่งมอบให้ผู้ใช้งานทั่วไป
ผู้พัฒนาจึงเตือนชัดเจนว่าโครงการนี้เป็นการทดลองพอร์ตระบบปฏิบัติการ ไม่ใช่ระบบที่พร้อมใช้งานในชีวิตประจำวัน และผู้สนใจควรมีความรู้ด้านเคอร์เนล Linux, การปลดล็อก Bootloader และการกู้คืนสมาร์ตโฟนก่อนทดลอง
โปรเจกต์นี้มีความสำคัญอย่างไร?
ความน่าสนใจของ project-BadApple ไม่ได้อยู่ที่การทำให้ Xiaomi Mi 10T มีหน้าตาเหมือน iPhone เท่านั้น แต่เป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่าส่วนประกอบสำคัญของ iOS สามารถนำมาทำงานบนฮาร์ดแวร์ที่ Apple ไม่ได้ออกแบบหรือรองรับโดยตรงได้ หากนักพัฒนาสามารถปรับแต่งเคอร์เนลและสร้างชั้นรองรับฮาร์ดแวร์ที่เหมาะสมได้สำเร็จ
โครงการนี้ยังแสดงให้เห็นว่าอุปสรรคไม่ได้หยุดอยู่แค่การบูตระบบขึ้นมาได้ แต่ต้องทำให้บริการเบื้องหลัง ระบบกราฟิก การเชื่อมต่อไร้สาย เสียง และฮาร์ดแวร์ต่าง ๆ ทำงานร่วมกันได้ด้วย
อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีหลักฐานว่าการพอร์ต iOS ไปยังสมาร์ตโฟน Android จะทำให้สามารถติดตั้งแอปจาก App Store ได้ครบถ้วน หรือทำให้บริการของ Apple ทุกตัวทำงานได้ตามปกติ และสถานะของโครงการยังเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องตามการพัฒนาของผู้ดูแล
สรุป: project-BadApple เป็นโครงการทดลองที่นำ iOS 16.7.16 จาก iPhone X มาทำงานบน Xiaomi Mi 10T และ Mi 10T Pro ที่ใช้ Snapdragon 865 โดยใช้เคอร์เนล XNU ที่ปรับแต่งใหม่ ไม่ผ่านอีมูเลเตอร์และไม่ต้องมี Android ทำงานอยู่เบื้องหลัง ปัจจุบันหน้าจอหลัก GPU, Wi-Fi และระบบเสียงเริ่มทำงานได้แล้ว แต่ยังขาดฟังก์ชันสำคัญหลายอย่าง และยังไม่เหมาะสำหรับใช้งานเป็นสมาร์ตโฟนเครื่องหลัก
ที่มา: Reddit
Mi 10 T (project-BadApple)
by u/InsideBike8306 in hackintosh
ios 16 on Mi 10t 5G (touch and gpu acceleration working)
by u/InsideBike8306 in hackios



