23/03/04

                   spin 9 สวัสดีครับ สาวก OverclockZone ทุกท่าน ก่อนอื่นเลย ต้องขอขอบคุณแฟนๆ ทุกท่านที่ส่งกำลังใจมาให้ จากทั้งในว็บบอร์ดและอี-เมลล์ หลังจากที่ผมเองหายไปร่วมอาทิตย์เศษๆ ไม่ได้โดดงาน หนีเที่ยวแต่อย่างใด (โปรดเข้าใจผมด้วย T_T) แต่ว่าไปนอนโรงบาลมา 5 คืน (ห้อง ICU 2 คืน และห้องพิเศษอีก 3 คืน) แล้วก็ต้องกลับมาพักฟื้นที่บ้านต่ออีกหลายวัน หลายคนก็ถามเข้ามานะครับ ว่าเป็นอะไรไป รู้กันแค่ว่าไม่สบาย เรื่องของเรื่องก็คือโดน Cybershot ยิงปอดทะลุ ทำให้ปอดหายไปหนึ่งข้าง ต้องผ่าตัดเอาปอดให้ฟื้นตัวขึ้นมา (อธิบายอะไรเนี่ย ไม่เข้าใจเลย 555) หลังผ่าตัดก็มีสายระโยงระยางเต็มตัวไปหมด ก่อนออกจากโรงพยาบาลก็ต้องมีการถอดสายที่เจาะเข้าปอดไว้ หมอก็มากับพยาบาลเพื่อดึงสายออก โดยวิธีการ ดิบมาก ไม่มีการ safely remove hardware เลย ดึงกันสดๆ เจ็บเป็นบ้า ตอนนี้ก็รอพักฟื้นให้แผลผ่าตัดดีขึ้นก่อน จึงจะสามารถทำงานต่อกันได้อย่างเป็นปกติ ก็มาบอกกันครับ ว่ายังไม่ได้หายไปไหน แค่ขอเวลาอีกซักพักเท่านั้นเอง

                  ไหนๆ วันนี้ก็อยู่บ้านทั้งวัน เนื่องจากกระดิกตัวไปแรดที่ไหนไม่ได้ งาน COMWORLD ก็อดไปเต็มๆ ก็เลยมานั่งหน้าคอม หาอะไรพิมพ์ไปเรื่อยๆ หลายคนก็มาบอกว่า ดีแล้วที่ไม่ได้ไปงาน COMWORLD เพราะไม่ค่อยมีอะไรถูกใจเท่าไหร่ อันนี้ก็ไม่ขอออกความเห็น เพราะไม่ได้ไปสัมผัสด้วยตัวเอง ไว้พักฟื้นค่อยไปลุยมอเตอร์โชว์ปลายเดือนดีกว่า น่าจะมีอะไรน่าสนกว่าเยอะ อิอิ เรื่องที่จะมาพิมพ์ มาเล่าสู่กันฟังวันนี้ ก็คงเป็นเรื่องราวของซีพียู Intel PENTIUM ล่ะครับ ก็เพราะว่าปัจจุบันทาง Intel ได้ออกซีพียูมาหลายรุ่นกันซะเหลือเกิน จนตามกันไม่ทันว่ารุ่นไหนเป็นรุ่นไหน (เอ๊ะ ตอนผมนอนโรงบาลนี่มีออกมาอีกกี่รุ่นนะ?) มาวันนี้ได้เข้าใจกันอย่างแน่นอน ว่าแท้จริงแล้ว มีกี่รุ่น และแต่ละรุ่นต่างกันอย่างไร มีความเร็วเท่าไหร่ จากการวบรวมของผมเองมาเป็นระยะเวลาหลายปี .... มาถึงตอนนี้สาวก AMD อย่าเพิ่งน้อยใจปิดหน้าต่างไปซะก่อน เพราะว่าของ AMD ก็จะมารวบรวมมาให้ชมเช่นกัน แต่งานนี้ขอเอาใจฝั่ง Intel ก่อนก็แล้วกันนะ...

Intel Pentium (Code Name:- P54C)

                 กำเนิด Intel Pentium นั้น เห็นจะเป็นในช่วงปี 1993 หรือ พ.ศ. 2536 ทาง Intel ได้เปิดตัวโปรเซสเซอร์ใหม่ในนาม Intel Pentium ซึ่งตอนนั้นก็กระหึ่มวงการเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นโปรเซสเซอร์ที่เร็วขึ้นมาอย่างก้าวกระโดด ซีพียู Intel Pentium นี้ถือเป็นซีพียูตัวแรกในตระกูล P5 แรกเริ่มเดิมทีได้ออกความเร็วมา 2 รุ่นด้วยกัน คือ 60 และ 66 MHz (น้อยมั้ยล่ะ..) ในตอนนั้น Intel Pentium ได้ใช้เทคโนโลยีการผลิตขนาด 0.80 ไมครอน ในที่สุดแล้ว Intel Pentium ได้มีความเร็วต่างๆ ออกตามมา ตั้งแต่ 60-200 MHz โดยมีความเร็วบัสที่แตกต่างกันทั้ง 50/66/75 MHz สำหรับแพ็คเกจที่ใช้ใน Intel Pentium ใช้ได้กับ Socket4, Socket5 เรียกว่าเป็นแพ็คเกจแบบ SPGA ซึ่ง Intel Pentium ในตอนแรกมีจำนวนทรานซิสเตอร์ในตัวเพียง 3.1 ล้านตัวเท่านั้น

Intel Pentium PRO

                ซีพียู Intel Pentium PRO นี้จัดเป็นซีพียูรุ่นแรกในตระกูล P6 ออกแบบมาให้มีแคชระดับสอง หรือ L2 Cache ฝังอยู่ในตัวซีพียู โดยเริ่มที่ขนาด 256-KB ในรุ่นความเร็ว 150/166/180 MHz และขนาด 512-KB ในรุ่น 200 MHz จุดเด่นจริงๆ ของ Intel Pentium PRO เห็นจะเป็นการฝังแคชไว้ในตัวีพียูเลย แต่ก็ไม่ได้รับความนิยมในตลาด desktop เราจึงไม่ค่อยเห็น Pentium PRO กันมากนัก จะหนักไปทางตลาด server ซะมากกว่า อย่างไรก็ตาม Pentium PRO จัดเป็นต้นแบบของซีพียูที่จะพัฒนาไปเป็น Pentium II, Pentium III ต่อไป

Intel Pentium MMX (Code Name:- P55C)

                Intel Pentium MMX เป็นซีพียู Intel Pentium ที่ได้เพิ่มเอาความสามารถหรือชุดคำสั่งในด้านมัลติมีเดียเข้าไป เรียกว่าเป็นชุดคำสั่ง MMX (MultiMedia eXtension) ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงของซีพียูครั้งใหญ่ โดยการมาของ Intel Pentium MMX นี้จะไม่ส่งผลต่อผู้ใช้งาน Intel Pentium ในปัจจุบันที่จะต้องทำการอัพเกรดระบบใหม่ เนื่องจากซีพียู Intel Pentium MMX สามารถที่จะทำงานเข้ากับระบบเดิมได้เป็นอย่างดี (ไม่เหมือนกับในปัจจุบันที่เอะอะก็ต้องเปลี่ยนเมนบอร์ด, เปลี่ยนชิพเซ็ต) ใน Pentium MMX นี้ มีจำนวนทรานซิสเตอร์ทั้งสิ้น 4.5 ล้านตัว ใช้เทคโนโลยีการผลิตขนาด 0.35 ไมครอน มีความเร็วตั้งแต่ 150 - 233 MHz ตอนนี้คิดว่าหลายๆ คนก็ยังคงมีกรุสมบัติ intel Pentium MMX อยู่ที่บ้าน และก็ยังคงหาซื้อได้ไม่ยากนักตามท้องตลาดมือสองทั่วไป

Intel Pentium II (Code Name:- Klamath)

                ในปีเดียวกัน (1997) ที่ทาง Intel ได้ออก Intel Pentium MMX ออกมา ก็ยังไม่หยุดนิ่ง เนื่องจาก intel ได้นำเอาซีพียูตระกูล P6 อย่าง Pentium PRO มาเพิ่มเอาชุดคำสั่ง MMX เข้าไป โดยเปิดตัวมาในชื่อของ Intel Pentium II ซึ่ง Intel Pentium II ตัวแรกที่ออกมานั้น มีแคช L2 สูงถึง 512-KB เลย ใช้แพ็คเกจแบบ SECC โดยมีรูปร่างซีพียูเอาไว้เสียบเป็น slot ลงเมนบอร์ด หรือที่เราเรียกว่า Slot 1 (SC242) ใช้ระบบบัส 66 MHz มีความเร็วซีพียูตั้งแต่ 233 - 333 MHz

Intel Pentium II (Code Name:- Deschutes)

                ยังคงอยู่กับ Intel Pentium II อยู่ แต่ว่าคราวนี้ Intel ได้ปรับปรุงระบบบัสจาก 66 MHz มาเป็น 100 MHz แล้ว มีการเปลี่ยนแปลงที่รหัสพัฒนาจาก Klamath เป็น Deschutes และยังใช้เทคโนโลยีการผลิตเล็กลงเหลือ 0.25 ไมครอน โดยหลายๆ อย่างยังคงเหมือนเดิม ทั้งการที่เป็น Slot 1 และมีแคชระดับสองที่ 512-KB สำหรับความเร็วซีพียูของ PentiumII - Deschutes นี้จะมีตั้งแต่ 350 - 450 MHz

Intel Pentium III (Code Name:- Katmai)

                ถัดมา ในปี 1999 อินเทลประกาศเปิดตัวซีพียูใหม่อีกครั้งในนาม Pentium III (หรือบางคนอาจเขียนเป็น Pentium !!!) ซึ่ง Pentium III ตัวแรกที่เปิดตัวมานี้ ยังเป็น Pentium III แบบ Slot 1 อยู่ จริงๆ แล้ว Pentium III ก็คือ Pentium II ที่ได้จับเอามาเพิ่มชุดคำสั่ง SSE เข้าไป (Streaming SIMD Extension) แต่ก็ยังคงผลิตด้วยเทคโนโลยี 0.25 ไมครอน ใช้ความเร็วบัส 100 MHz และภายหลังได้เพิ่มเอาความเร็วบัส 133 MHz เข้าไปด้วย... Intel Pentium III Kaimai บัส 100 มีความเร็วตั้งแต่ 450 - 600 MHz และ Pentium III Katmai บัส 133 มีความเร็ว 533 และ 600 MHz ถึงตรงนี้ก็เริ่มเกิดความสับสนว่า Intel Pentium III 600 MHz นั้นมีทั้งความเร็วบัส 100 และ 133 MHz ทางอินเทลจึงได้กำหนดเอา Intel Pentium III บัส 133 MHz จะมีรหัส B ต่อท้ายความเร็ว เราจึงเห็น Pentium III 533B และ 600B ในท้องตลาด บ่งบอกว่าใช้บัส 133 MHz นั่นเอง

ชุดคำสั่ง SSE (Streaming SIMD Extension)

               ชุดคำสั่ง SSE ที่ทาง Intel ได้เพิ่มเข้ามาใน Intel Pentium III นี้ประกอบไปด้วยคำสั่ง 70 คำสั่ง เพื่อเพิ่มความเร็วในการทำงานกับข้อมูลที่มีการเรียกใช้ซ้ำๆ กัน จึงเรียกว่า SIMD หรือ Single Instruction Multiple Data ซึ่งเป็นการวิจัยจาก Intel ถึงพฤติกรรมการทำงานของซีพียูว่าโดยทั่วๆ ไปแล้ว ซีพียูจะทำงานที่คำสั่งซ้ำๆ กันเป็นจำนวนมาก หากมีชุดคำสั่งมาลดการทำงานรงจุดนี้ จะช่วยให้ซีพียูสามารถทำงานได้อย่างเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้นนั่นเอง

Intel Pentium III (Code Name:- Coppermine) - Slot 1

                เทคโนโลยีการผลิตที่ก้าวล้ำไป ทำให้อินเทลสามารถผลิตซีพียูที่ขนาด 0.18 ไมครอนได้ จึงทำให้เกิด Intel Pentium III รหัสใหม่อย่าง Coppermine ขึ้น (บางคนอาจเขียนว่า Cu-Mine) มันก็คือ Intel Pentium III ที่ผลิตด้วยเทคโนโลยี 0.18 ไมครอนนั่นเอง ซึ่งจะขออนุญาตค่อยๆ อธิบายไปทีละเล็กน้อย เพราะอาจเกิดความสับสนได้ ในตอนแรกที่ออกมานี้ Intel Pentium III Cu-Mine ได้ทำออกมาเป็นแพ็คเกจแบบ Slot 1 เหมือนกับ Pentium II และ Pentium III Katmai โดยมีทั้งระบบบัส 100 และ 133 MHz มีความเร็วตั้งแต่ 550 - 1000 MHz ใช้แคชระดับสอง 256-KB

Intel Pentium III E (Code Name:- Coppermine) - Socket 370

                หลังจากที่ทางอินเทลได้ใช้แพ็คเกจซีพียูแบบ Slot 1 มานาน ก็ได้ถึงคราวที่จะต้องปรับเปลี่ยนกัน โดยมาใช้ในรูปแบบของ FC-PGA Socket 370 ซึ่งชื่อก็บอกแล้วว่าเป็นพิน-กริด-อาเรย์ 370 ขา โดยที่คุณสมบัติต่างๆ ของซีพียูก็ยังคงเหมือนเดิม แต่ผมได้แบ่งเอา Pentium III E มาไว้ก่อน ในรุ่น E (มีรหสั E ต่อท้ายความเร็ว) เช่น Pentium III 500E, Pentium III 550E จะเป็น Pentium III ที่ใช้ระบบบัส 100 MHz มีความเร็วตั้งแต่ 500 - 1100 MHz ส่วนรุ่นที่ใช้บัส 133 MHz นั้นไปดูกันที่หัวข้อต่อไปครับ

Intel Pentium III EB (Code Name:- Coppermine) - Socket 370

                เช่นเดียวกับ Pentium III E แต่ว่าเป็นตัวที่ใช้ความเร็วบัส 133 MHz ทำให้ต้องมีรหัส EB ต่อท้าย (ในกรณีที่ความเร็วนั้นๆ มีหลายแพ็คเกจ หรือหลายรุ่น) ส่วนรุ่นที่ความเร็วสูงๆ และไม่ไปซ้ำกับรุ่นอื่นก็ไม่จำเป็นต้องมีรหัส EB ต่อท้าย เช่น Pentium III 533EB, Pentium III 1.13 GHz เป็นต้น ซึ่งก็ยังคงใช้เทคโนโลยีการผลิต 0.18 ไมครอน และเป็น FC-PGA Socket 370 ต้องบอกว่า Pentium III รุ่นที่นิยมและแพร่หลายที่สุดเห็นจะเป็นเจ้า Pentium III Cu-Mine ในซีรี่ย์นี้แหละครับ ความเร็วก็เริ่มตั้งแต่ 533 MHz ไปจนถึง 1.13 GHz เลย

Intel Pentium III (Code Name:- Tualatin)

                โค้งสุดท้ายของ Pentium III หลังจากที่อินเทลเกิดปัญหาไม่สามารถพัฒนา Pentium III ให้มีความเร็วสูงไปกว่าหลัก 1.13 GHz ได้ อาจด้วยเหตุผลทางด้านขนาดของเทคโนโลยีการผลิตและความร้อนที่เกิดขึ้น จึงทำให้เกิด Pentium III รหัสสุดท้าย คือ Tualatin หรือที่เรียกว่า ถั่วลันเตา (ใครเป็นคนบัญญัติเนี่ย บอกมาซะดีดี..) โดยการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญก็คือการเปลี่ยนมาใช้เทคโนโลยีการผลิตขนาด 0.13 ไมครอน แต่ก็ยังคงใช้แพ็คเกจ Socket 370 อยู่ ใช้ไฟ VCORE น้อยลง เหลือเพียง 1.475 V จึงส่งผลให้เมนบอร์ด Socket 370 รุ่นเก่าๆ ไม่สามารถนำ Pentium III ถั่วลันเตามาใส่ได้ ตอนนั้นก็ได้มีเมนบอร์ด Socket 370 ออกมาอย่างครึกโครมและโฆษณาว่า Tualatin Suppot กันเป็นยกใหญ่ ความเร็วของ Pentium III ถั่วลันเตาจะอยู่ที่ 1.00 GHz ถึง 1.33 GHz มีแคชระดับสองที่ 256-KB เช่นเดิม ใช้ไฟน้อยลง ร้อนน้อยลง ข้อแตกต่างที่เห็นได้ชัดจากตัว Coppermine อีกจุดหนึ่งก็คือการนำเอา heat-spreader มาใช้ ก็คือที่ตัวซีพียูจะมีแผงกระจายความร้อนครอบตัวคอร์อยู่ ซึ่งนอกจากจะป้องกันความเสียดายที่อาจเกิดขึ้นกับคอร์ซีพียูได้แล้ว ยังกระจายความร้อนจากคอร์ได้ดียิ่งขึ้นด้วย ซึ่ง heat-spreader นี้ได้นำมาใช้ในซีพียู Intel Pentium 4 ต่อไปถึงปัจจุบัน

Intel Pentium III-S (Code Name:- Tualatin)

                เท่านั้นยังไม่พอ กับ Pentium III ถั่วลันเตา ได้ออกรุ่นที่เรียกว่าเป็นรุ่นพิเศษมาอีกหนึ่งรุ่น ก็คือ PentiumIII-S พิเศษตรงที่ว่ามีแคชระดับสองหรือ L2-Cache สูงถึง 512-KB เลย และยังใช้ไฟเพียง 1.450V ด้วย ความเร็วที่ออกวางจำหน่ายก็มีตั้งแต่ 1.13 GHz - 1.40 GHz ถือเป็นซีพียู Intel Pentium III ความเร็วสูงสุดที่มีวางจำหน่ายครับ ถึงตอนนี้ก็คือจบกับรุ่นทั้งหมดของ Intel Pentium III แล้ว ซึ่งก็จัดว่ายุ่งวุ่นวายพอควร และสร้างความสับสนกันค่อนข้างมาก แต่ว่าที่ยุ่งกว่าเห็นจะเป็น Pentium 4 ที่จะพูดถึงกันต่อไปนี่แหละ หลายคนยังสับสนกันอยู่ ค่อยๆ ไปดูกันทีละนิด และจะหายงง (หรืองงมากกว่าเดิม?) ^_^

Intel Pentium 4 (Code Name:- Willamette)

                วันที่ 20 พฤศจิกายน ปี 2000 ก็ได้เกิดศักราชใหม่ของวงการซีพียูก็คือการเปิดตัวของ Intel Pentium 4 ครั้งแรก การมาของ Intel Pentium 4 ได้พลิกประวัติศาสตร์ซีพียูหลากหลายประการ เริ่มจากการเพิ่มเทคโนโลยี Hyper Pipelined Technology, Rapid Execution Engine และเพิ่มชุดคำสั่ง SSE2 เข้าไป ซึ่งซีพียู Intel Pentium 4 ตัวแรกๆ นั้น คิดว่าหลายคนยังจำได้อยู่ ก็คือเป็นซีพียู Socket 423 (มี 423 ขา) ตัวใหญ่ๆ ประมาณ Pentium III และก็เรื่องมากสุดๆ คือคนที่จะใช้ Pentium4 ต้องอัพเกรดเครื่องใหม่ทั้งหมด รวมไปถึง Power Supply ด้วย และยังใช้ได้เฉพาะ RDRAM เท่านั้น ซึ่งแรกๆ ก็มี RDRAM แถมมาในกล่องซีพียูเลย ตอนนั้นทางอินเทลก็โดนด่าไปไม่น้อย มาพูดถึง Pentium 4 รหัส Willamette กันก่อน เป็นซีพียูที่ใช้เทคโนโลยีการผลิตขนาด 0.18 ไมครอน ใช้ระบบบัสแบบ Quad-Pumped Bus 400 MHz มีแคชระดับสองในตัวขนาด 256-KB ใช้ไฟ VCORE ที่ 1.700-1.750 V ซึ่งหลังจากที่ Pentium 4 รหัส Willamette Socket 423 ออกมาไม่นาน ทางอินเทลก็ได้ปล่อย Pentium 4 ในแพ็คเกจ Socket 478 ออกมา ซึ่งก็ยังคงเป็นรหัสพัฒนา Willamette เหมือนเดิม แต่มีความเร็วสูงขึ้น โดยรวมแล้ว Pentium 4 Willamette มีความเร็วตั้งแต่ 1.30 GHz - 2.00 GHz สังเกตว่ายังคงไม่มีรหัสใดๆ ต่อท้ายความเร็วสำหรับ P4 Willamette นี้

เทคโนโลยี Hyper Pipelined Technology

               อินเทลได้แบ่งไปป์ไลน์ในซีพียู Pentium รุ่นแรกไว้ 5 ส่วน และเพิ่มเป็น 10 ส่วนใน Pentium PRO เมื่อพัฒนามาถึง Pentium 4 ทางอินเทลก็ได้เพิ่มไปป์ไลน์ขึ้นเป็น 20 ส่วน หรือ 20-stage พร้อมเรียกใหม่ว่าเป็น Hyper Pipelined Technology ซึ่งขออธิบายง่ายๆ ว่า การที่ความยาวของไปป์ไลน์เพิ่มมากขึ้น หากซีพียูทำงานได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงคำสั่งบ่อยๆ เครื่องก็จะสามารถทำงานได้อย่างรวดเร็วขึ้น แต่โดยปกติแล้วซีพียูจะทำงานไม่ต่อเนื่องแบบคำสั่งต่อคำสั่งเสมอไป พอมีการเปลี่ยนแปลงคำสั่งก็จะมีการข้ามไปทำชุดคำสั่งอื่นๆ แตกต่างกัน ก่อให้เกิดการกลับไปเริ่มต้นไปป์ไลน์ใหม่อยู่ตลอดเวลา มาถึงตอนนี้หลายคนก็อาจจะสงสัยว่า อย่างงี้ Pentium4 ที่มีจำนวนไปป์ไลน์มากกว่า ก็ต้องทำงานช้ากว่าน่ะสิ.. ซึ่งก็ถูกต้อง แต่ว่า Pentium4 อาศัยความที่มีความถี่สัญญาณนาฬิกาสูงมาทดแทน แต่ว่าก็มีสถาปัตยกรรม NetBurst มาช่วยจัดการในเรื่องของไปป์ไลน์ให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นเช่นกัน

Intel Pentium 4 (Code Name:- Northwood A)

                และหลังจากที่อินเทลประสบความสำเร็จกับเทคโนโลยีการผลิตขนาด 0.13 ไมครอน ก็ได้จัดแจงปล่อยซีพียู Pentium 4 ที่ผลิตด้วยเทคโนโลยี 0.13 ไมครอนมาทันที โดยใช้โค้ดเนมว่า Northwood ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนอกจากที่จะปรับมาเป็น 0.13 ไมครอนแล้ว เจ้า Pentium4 Northwood ยังมีแคชระดับสองสูงถึง 512-KB ด้วย และก็ยังกินไฟน้อยลงเหลือเพียง 1.500-1.525 V แรกเริ่มเดิมที อินเทลได้ปล่อยออกมา 3 ความเร็วด้วยกัน คือ 1.60 GHz, 1.80 GHz และ 2.00 GHz โดยได้ใช้รหัส A ต่อท้ายความเร็ว เพื่อป้องกันการสับสนกับ P4 Willamette เราจึงเห็นซีพียู Intel Pentium4 1.60A, 1.80A และ 2A ในท้องตลาด ภายหลังได้มีการปล่อย Northwood A ออกมาเพิ่มเติมที่ความเร็ว 2.20 GHz, 2.40 GHz และ 2.60 GHz ซึ่ง 3 ความเร็วครั้งหลังนี้ ไม่มีรหัสใดๆ ต่อท้ายนะครับ ย้ำว่า ไม่มีรหัสใดๆ ต่อท้ายเลย สำหรับ Northwood A หรือ Northwood ชุดแรกที่ออกมานี้ ยังคงใช้ระบบับส QPB (Quad-Pumped Bus) 400 MHz อยู่เหมือนเดิม

Intel Pentium 4 (Code Name:- Northwood B)

                ในปีเดียวกันนั้นเอง (2002) อินเทลก็พัฒนา Pentium 4 ไปอีกขั้น โดยขยับจากระบบบัส QPB 400 MHz มาเป็น QPB 533 MHz เป็นจุดกำเนิดของ Northwood B ซึ่งก็เหมือนกับ Northwood A แทบทุกประการ ต่างกันที่ระบบบัสที่เร็วขึ้นเท่านั้น มีความเร็วที่วางขายดังนี้ 2.26 GHz, 2.40B, 2.53 GHz, 2.66 GHz และ 2.80 GHz สังเกตว่าที่ความเร็ว 2.40B นั้นจะมีรหัส B ต่อท้าย นั่นหมายความว่าเป็นตัวที่ใช้ QPB 533 MHz นั่นเอง ป้องกันไม่ให้ไปสับสนกับ 2.40 GHz ซึ่งเป็นของ Northwood A ที่ใช้ QPB 400 MHz ครับ อย่างไรก็ตาม ขึ้นชื่อว่าเป็น Northwood ก็ต้องมีแคชระดับสองที่ 512-KB และผลิตด้วยเทคโนโลยี 0.13 ไมครอนแน่นอน

Intel Pentium 4 HT (Code Name:- Northwood B)

                ในปีเดียวกันอีก ปลายๆ ปี วันที่ 14 พฤศจิกายน 2002 อินเทลประกาศเปิดตัวเทคโนโลยี Hyper-Threading เป็นครั้งแรก กับซีพียูรุ่นใหม่ ซึ่งใช้รหัสพัฒนาเดียวกับ Northwood B แต่มีความเร็วสูงถึง 3.06 GHz ออกมาเพียงรุ่นเดียวเท่านั้น เพราะฉะนั้นซีพียู Pentium4 3.06 GHz จึงใช้ระบบบัส QPB 533 MHz แต่พ่วงเอา Hyper-Threading Technology เข้าไปด้วยนั่นเอง และนี่ก็เป็นครั้งแรกที่ซีพียูแตะหลัก 3GHz อีกด้วย

Hyper-Threading Technology

                ไฮเปอร์-เธรดดิง เทคโนโลยี เป็นเทคโนโลยีที่ทางอินเทลปล่อยออกมาครั้งแรกกับตลาด desktop ที่ Pentium 4 3.06 GHz ความจริงแล้ว Hyper-Threading technology หรือ HT นี้ได้ถูกนำมาใช้นานแล้วกับซีพียูในตลาดกลุ่ม Server/Workstation อย่าง intel Xeon processor โดย HT จะเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยให้ซอฟต์แวร์มองเห็นซีพียูในลักษณะของ multi-thread นั่นก็คือซอฟต์แวร์ที่รองรับจะมองเห็นซีพียูเป็น 2 ตัว และทำงานกันอย่างขนานหรือ parallel ให้ผลลัพธ์ในการทำงานที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นหากซอฟต์แวร์รองรับ หรือจะมีประโยชน์มากหากทำงานหลายๆ application ในเวลาเดียวกัน เช่นทำการ render ภาพ 3 มิติ ไปพร้อมๆ กับการ rip ไฟล์ DVD หรือทำการ presentation ไปด้วย แต่ถ้าหากนำมาใช้ในการรัน application เดี่ยวๆ โดดๆ อย่างเช่น เล่นเกมส์ ก็อาจไม่เห็นถึงความเร็วที่เพิ่มขึ้นแต่อย่างใด

Intel Pentium 4 HT (Code Name:- Northwood C)

                ยังไม่จุใจกับ Pentium 4 Northwood ทางอินเทลยังคงปล่อยซีพียู Northwood มาอีกหนึ่งเจเนอเรชัน มาในโค้ดเนม Northwood C ซึ่งมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงค่อนข้างมาก นั่นคือขยับขึ้นมาใช้ระบบบัสแบบ QPB 800 MHz และซีพียู Pentium 4 ในรหัส Northwood C ทุกตัวจะมี Hyper-Threading technology ติดตัวมาด้วย ... แหงล่ะครับ ของเขาพัฒนามาแล้ว ก็ต้องนำมาขายเป็นธรรมดา สำหรับ Northwood C นี้มีจำหน่ายกันที่ความเร็ว 2.40C, 2.60C, 2.80C, 3C และ 3.2C ซึ่งทุกตัวจะมีรหัส C ต่อท้าย และที่กล่องซีพียูก็จะมีระบุว่ารองรับ Hyper-threading Technology ด้วย รุ่นที่ได้รับความนิยมอย่างมากเห็นจะเป็น 2.40C เนื่องจากทำการโอเวอร์คล๊อกไปได้มาก และมีราคาไม่แพงนัก ล่าสุดเห็นว่ากำลังจะปล่อย Northwood C ที่ความเร็ว 3.40C มาด้วย ต้องติดตามชมกันต่อไป

Intel Pentium 4 Extreme Edition (Code Name:- Prestonia)

                เมื่อไม่นานมานี้ ทางอินเทลได้คั่นรายการโดยการปล่อยซีพียู Pentium4 รุ่นพิเศษ เอาใจกลุ่มลูกค้า super hi-end มาในชื่อของ Pentium 4 Extreme Edition หรือย่อว่า Pentium4 EE หรือบางคนอาจเรียกว่า Pentium4 XE ซึ่งซีพียู Pentium4 EE นี้เป็นซีพียู Pentium4 Socket 478 เหมือนกับตัวอื่นๆ มีพื้นฐานมาจากซีพียูคอร์ Northwood ใช้ระบบบัส QPB 800 MHz มาพร้อมกับ Hyper-Threading Technology ที่สำคัญที่สุดก็คือในส่วนของแคช ที่แม้ว่าจะพ่วงแคชระดับสองมา 512-KB เท่ากัน แต่ใน Pentium 4 EE จะมีแคชระดับสาม หรือ L3 Cache ติดมาอีกเต็มๆ 2-MB ด้วยกัน ใช้รหัสพัฒนา Prestonia ราคาแพงหูฉีก กระเป๋าฉีก ปัจจุบันออกมา 2 ความเร็วคือ 3.20 GHz และ 3.40 GHz สามารถนำมาใช้กับเมนบอร์ด Pentium 4 ทั่วไปได้เลย ในสองความเร็วนี้ไม่มีรหัสต่อท้าย แต่ก็เป็นที่รู้กัน เพราะว่าต้องระบุกันแน่นอนอยู่แล้วว่าเป็น Extreme Edition และราคาก็ไม่อยู่ในเกณฑ์ที่จะต้องสับสนกับรุ่นทั่วๆ ไปครับ

Intel Pentium 4 HT (Code Name:- Prescott)

                และล่าสุด... อินเทล เพนเทียม 4 ที่ผลิตด้วยเทคโนโลยีการผลิตขนาด 0.09 ไมครอน หรือ 90 นาโนเมตร เป็นครั้งแรกที่ก้าวมาถึงในขั้นที่เรียกว่าเป็น นาโนเทคโนโลยี (0.09 um = 90 nm) โดยการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับ Pentium 4 โค้ดเนม Prescott นี้ ก็จะเป็นในส่วนขนาดของเทคโนโลยีการผลิต, การเพิ่มขนาดแคช, เพิ่มชุดคำสั่ง SSE3 และจำนวน stage ของไปป์ไลน์มากขึ้น แต่ยังคงใช้แพ็คเกจแบบ Socket 478 เช่นเดิม กินไฟน้อยลงเหลือเพียง 1.250 - 1.400 V เท่านั้น เมนบอร์ด Socket 478 ที่จะนำมาใส่ต้องรองรับ Prescott ซึ่งสังเกตได้ว่าโลโก้ Prescott Rrady หรือตรวจสอบจากเว็บไซต์ของผู้ผลิตเมนบอร์ดก็ได้ ไม่ว่ากัน ส่วนสำคัญสุดๆ ที่มากับ Prescott ก็คือในส่วนของแคชที่เพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว ทั้งระดับหนึ่งและระดับสอง (ไม่มีระดับสามนะจ๊ะ..) นั่นคือ Prescott จะมีแคช L1/L2 อยู่ที่ 16-KB/1024-KB หรือว่ามีแคชระดับสองสูงถึง 1-MB เลยทีเดียว ตอนนี้ก็ออกมายั่วยวนกวนเงินในกระเป๋าตามท้องตลาดแล้ว มีความเร็วที่จะวางขายทั้งหมดที่ 2.80E, 3E, 3.20E และ 3.40E ก็เห็นชัดเจนครับ ว่าใน Prescott นี้จะใช้รหัส E ต่อท้ายความเร็วเพื่อบ่งบอกถึงความเป็น Prescott ตอนซื้อก็อย่าสับสนก็แล้วกัน เพราะราคาใกล้เคียงกันมาก

Intel Pentium 4 no-HT (Code Name:- Prescott)

                ตัวสุดท้ายที่เอามาให้ดูกันวันนี้ เป็นตัวที่สร้างความสับสนมากพอควร นั่นก็คือ Intel Pentium 4 รหัส Prescott อีกหนึ่งตัว ที่ดันไม่มี Hyper-Threading technology และใช้ระบบบัส QPB 533 MHz เท่านั้น แต่กลับมีแคชระดับสองเป็น 1 MB เทียบเท่า Intel Prescott ตัวอื่นๆ ปัจจุบันเห็นออกจำหน่ายเพียงความเร็วเดียวคือ 2.40A ... นั่นไงล่ะ ทำไมกลับมาใช้รหัส A ก็ไม่รู้ แต่ว่าอย่าสับสนก็แล้วกันครับ 2.40A นี้เป็น Prescott QPB 533 MHz และไม่มี HT ซะด้วย

ยังจำกันได้รึเปล่า?

                เหนื่อยเลย พิมพ์จนเหงื่อตก ช่วงนี้อากาศร้อนได้สะใจจริงๆ แต่ก็บ่นไม่ได้ครับ ตอนนี้ยังกระดิกตัวออกจากบ้านไม่ได้เลย เดินยังเดินไม่ตรงเลย 555 คิดว่าบทความเกี่ยวกับซีพียู Intel Pentium วันนี้คงมีประโยชน์บ้างนะครับ ขอเน้นไปทาง desktop อย่างเดียวดีกว่า เพราะไม่อยากให้สับสนกันระหว่างซีพียู mobile ด้วย (เดี๋ยวจะมีคนท้วงมาว่า Pentium4-M หรือพวก Pentium M หายไปไหน) ทั้งหมดนี้เป็นข้อมูลที่ผมได้รวบรวมเอาจากข่าวการเปิดตัวต่างๆ มาโดยตลอด ซึ่งก็อาจเกิดข้อผิดพลาดได้ ถ้าพบเห็น กรุณาแจ้งเบาะแส.. เอ๊ย แจ้งผมมาทางอี-เมล์ด้วยนะครับ ในโอกาสต่อไป ถ้าไม่ผิดพลาดก็จะมาไล่ๆ เรียงๆ กันของฝั่ง AMD บ้าง เพราะทาง AMD ก็สับสนไม่แพ้กัน ถึงจะไม่มีรหัส A, B, C แต่ก็มีตัวเลข PR Rating ที่ซ้ำกันแล้วซ้ำกันอีกเช่นกัน วันนี้ขอตัวไปนอนพักฟื้นก่อนนะครับ แล้วพบกันใหม่ สวัสดีครับ ;-)

กอง Pentium4 ในกรุสมบัติ

 

Design By : www.one2site.com