Microsoft เผย Windows 11 26H2 อัปเดตใหญ่แต่ดาวน์โหลดเพียง 174KB สำหรับผู้ใช้ 24H2 และ 25H2 ติดตั้งเสร็จในไม่กี่นาที
Microsoft เปิดเผยรายละเอียดของการอัปเดตใหญ่ประจำปี Windows 11 เวอร์ชัน 26H2 ซึ่งมีกำหนดเริ่มทยอยปล่อยให้ผู้ใช้งานในช่วง ฤดูใบไม้ร่วงปี 2026 โดยจุดเด่นสำคัญคือผู้ใช้ที่ใช้งาน Windows 11 24H2 หรือ 25H2 และติดตั้งอัปเดตสะสม (Cumulative Updates) อย่างต่อเนื่อง จะต้องดาวน์โหลดไฟล์อัปเกรดเพียง 174KB เท่านั้น
เมื่อเทียบกับไฟล์ติดตั้ง Windows 11 26H2 แบบเต็มที่มีขนาดประมาณ 6.5GB ถือว่ามีขนาดเพียง 0.003% ของไฟล์ ISO ทั้งหมด ส่งผลให้การอัปเดตใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที และรีสตาร์ทเครื่องเพียงครั้งเดียวก็สามารถใช้งานเวอร์ชันใหม่ได้ทันที
เปลี่ยนแนวทางอัปเดตครั้งใหญ่
ที่ผ่านมา การอัปเดต Windows เวอร์ชันใหม่มักต้องดาวน์โหลดไฟล์ติดตั้งขนาดหลายกิกะไบต์ และมีกระบวนการคล้ายกับการติดตั้งระบบปฏิบัติการใหม่ทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม Microsoft ได้เปลี่ยนแนวทางสำหรับ Windows 11 24H2, 25H2 และ 26H2 เนื่องจากทั้งสามเวอร์ชันพัฒนาบนฐานซอร์สโค้ดเดียวกันที่มีชื่อว่า Germanium
แตกต่างจากการอัปเกรดจาก 23H2 ไปเป็น 24H2 ซึ่งเป็นการเปลี่ยนฐานโค้ด ทำให้ต้องดาวน์โหลดไฟล์ขนาดใหญ่
ฟีเจอร์ใหม่ถูกส่งมาแล้ว แต่ยังไม่เปิดใช้งาน
Microsoft ใช้ระบบ Shared Servicing Branch ซึ่งหมายความว่าฟีเจอร์ใหม่ของ Windows 11 26H2 ได้ถูกทยอยส่งมายังเครื่องผู้ใช้ผ่านอัปเดตรายเดือน (Patch Tuesday) อยู่แล้ว แต่ยังถูกซ่อนไว้ด้วยระบบ Feature Flags
เมื่อถึงเวลาปล่อย 26H2 ผู้ใช้จะดาวน์โหลดเพียง Enablement Package ขนาดเล็ก ซึ่งทำหน้าที่เป็นเหมือน "สวิตช์เปิดใช้งาน" ฟีเจอร์ที่ถูกติดตั้งไว้ก่อนหน้า
หลังติดตั้ง ระบบจะ
- เปิดใช้งานฟีเจอร์ใหม่ทั้งหมด
- เปลี่ยน Build Number จาก 26200 เป็น 26300
- รีสตาร์ทเครื่องเพียงครั้งเดียว
ผู้ใช้ Windows 11 23H2 ยังต้องดาวน์โหลดเต็ม
สำหรับผู้ที่ยังใช้งาน Windows 11 23H2 หรือเวอร์ชันที่เก่ากว่า จะไม่ได้รับประโยชน์จากวิธีอัปเดตแบบใหม่ เนื่องจากใช้ฐานโค้ดคนละชุดกับ Germanium
การอัปเกรดเป็น Windows 11 26H2 จะยังคงต้องดาวน์โหลดไฟล์จำนวนมาก ประกอบด้วย
- ไฟล์ระบบหลักประมาณ 5.3GB
- Cumulative Update อีกประมาณ 887MB
รวมแล้วต้องดาวน์โหลดข้อมูลเกือบ 6.5GB เช่นเดียวกับการอัปเกรดเวอร์ชันใหญ่ในอดีต
ลดความเสี่ยงด้านความเข้ากันได้
เนื่องจาก Windows 11 24H2, 25H2 และ 26H2 ใช้แกนระบบ (Core OS) ชุดเดียวกัน Microsoft ระบุว่าความเสี่ยงด้านความเข้ากันได้ของฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์จะต่ำกว่าการอัปเดตใหญ่ในอดีต
องค์กรและฝ่ายไอทีจึงไม่จำเป็นต้องทดสอบระบบทั้งหมดใหม่ แต่สามารถตรวจสอบเฉพาะฟีเจอร์ใหม่ที่ถูกเปิดใช้งานใน 26H2 เท่านั้น ทำให้การอัปเกรดสามารถปฏิบัติได้ในลักษณะเดียวกับการติดตั้งอัปเดตรายเดือนทั่วไป
การเปลี่ยนมาใช้ระบบ Enablement Package ยังช่วยลดเวลาในการอัปเดต ลดปริมาณข้อมูลที่ต้องดาวน์โหลด และลดภาระของผู้ดูแลระบบ โดยเฉพาะในองค์กรที่ต้องดูแลคอมพิวเตอร์จำนวนมาก ซึ่งถือเป็นอีกก้าวสำคัญของ Microsoft ในการทำให้การอัปเดต Windows รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ที่มา: HKEPC



