ธุรกิจชิปพุ่งแรง สวนทาง Samsung Mobile กำไรไตรมาส 2 อาจคิดเป็นเพียง 1% ของฝ่ายเซมิคอนดักเตอร์
ความแตกต่างด้านผลประกอบการระหว่างหน่วยธุรกิจต่าง ๆ ของ Samsung กำลังขยายตัวอย่างชัดเจน โดยเฉพาะระหว่างธุรกิจเซมิคอนดักเตอร์ที่ยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่ง กับธุรกิจสมาร์ตโฟนที่เผชิญแรงกดดันหลายด้านจนทำกำไรได้ลดลงอย่างมาก
Ice Universe แหล่งข่าวสายหลุดชื่อดัง ระบุว่า Samsung Mobile มีแนวโน้มทำกำไรในไตรมาส 2 ได้เพียงประมาณ 1% ของกำไรที่คาดว่าฝ่ายเซมิคอนดักเตอร์จะทำได้ สะท้อนให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำของผลการดำเนินงานภายในบริษัทที่ชัดเจนมากขึ้น
รายงานยังระบุว่า Samsung คาดว่าจะมีกำไรจากการดำเนินงานตลอดทั้งปีราว 300 ล้านล้านวอน ส่งผลให้พนักงานในธุรกิจหน่วยความจำและเซมิคอนดักเตอร์ได้รับโบนัสพิเศษตามข้อตกลงใหม่ คิดเป็น 10.5% ของกำไรจากการดำเนินงานประจำปี โดยพนักงานในสายงานดังกล่าวอาจได้รับโบนัสเฉลี่ยสูงถึง 600 ล้านวอน หรือประมาณ 400,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อคน
ในทางกลับกัน พนักงานของ Samsung Mobile อาจได้รับโบนัสเฉลี่ยเพียง 6 ล้านวอน หรือราว 4,000 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งน้อยกว่าพนักงานฝ่ายเซมิคอนดักเตอร์ถึงประมาณ 100 เท่า
หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่กดดันธุรกิจสมาร์ตโฟนของ Samsung คือภาวะ "Chipflation" หรือการปรับตัวสูงขึ้นของราคาเมมโมรีชิป ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้ผลิตสมาร์ตโฟนทั่วโลก แม้แต่ Apple ก็เคยออกมายอมรับว่าต้นทุนหน่วยความจำเพิ่มสูงขึ้นจนอยู่ในระดับที่ไม่สามารถแบกรับได้อีกต่อไป และอาจจำเป็นต้องปรับขึ้นราคาสินค้า
สถานการณ์ดังกล่าวยังส่งผลต่อแผนการตั้งราคาสมาร์ตโฟนจอพับรุ่นใหม่ของ Samsung โดยมีรายงานว่าบริษัทอาจปรับขึ้นราคา Galaxy Z Fold 8 และ Galaxy Z Fold 8 Ultra เพื่อชดเชยต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความต้องการของตลาดและทำให้การแข่งขันในกลุ่มสมาร์ตโฟนพับได้ยิ่งท้าทายมากขึ้น
แม้ข้อมูลดังกล่าวจะมาจากแหล่งข่าววงในและยังไม่ได้รับการยืนยันจาก Samsung อย่างเป็นทางการ แต่ก็สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายที่ธุรกิจสมาร์ตโฟนของบริษัทกำลังเผชิญ ท่ามกลางยุคที่ธุรกิจชิปและหน่วยความจำกำลังกลายเป็นแหล่งสร้างรายได้และกำไรหลักของยักษ์ใหญ่จากเกาหลีใต้รายนี้
ที่มา: Wccftech



