RTX 5090 ยังเอาไม่อยู่! เกม 6K เริ่มกดเฟรมต่ำกว่า 60 FPS แม้เป็นการ์ดจอเกมมิ่งที่แรงที่สุดของ NVIDIA
ปัญหาของคนยุคนี้อาจฟังดูเป็น “ปัญหาของคนมีของแรง” แต่ผลทดสอบล่าสุดกำลังสะท้อนให้เห็นว่า แม้แต่ GeForce RTX 5090 ซึ่งเป็นการ์ดจอเกมมิ่งที่แรงที่สุดของ NVIDIA ในปัจจุบัน ก็ยังไม่พร้อมสำหรับการเล่นเกมที่ความละเอียด 6K แบบ Native โดยเฉพาะเกมใหม่ที่เปิด Ray Tracing หรือ Path Tracing ระดับสูง
หลังจากตลาดเริ่มมีจอเกมมิ่งความละเอียด 6K ออกมามากขึ้น การทดสอบบน Samsung Odyssey G8 G80HS ความละเอียด 6144 × 3456 ก็แสดงให้เห็นชัดเจนว่า การเพิ่มความละเอียดจาก 4K ไปเป็น 6K ส่งผลต่อประสิทธิภาพของ GPU อย่างหนักเพียงใด
และสำหรับ RTX 5090 การเล่นเกม 6K ในหลายกรณีอาจต้องยอมลดกราฟิก เปิดใช้ DLSS หรือปิด Ray Tracing เพื่อให้ได้เฟรมเรตระดับที่เล่นได้อย่างราบรื่น
6K กินพิกเซลมากกว่า 4K ถึง 2.6 เท่า
Samsung Odyssey G8 G80HS เป็นจอขนาด 32 นิ้ว ที่มีความละเอียดสูงถึง 6144 × 3456 พิกเซล และรองรับ Refresh Rate สูงสุด 165Hz
ความละเอียดดังกล่าวคิดเป็นประมาณ 21.2 ล้านพิกเซล ต่อเฟรม ขณะที่ 4K หรือ 3840 × 2160 มีประมาณ 8.3 ล้านพิกเซล
นั่นหมายความว่า GPU ต้องประมวลผลพิกเซลมากขึ้นถึงประมาณ 2.6 เท่า เมื่อเปลี่ยนจาก 4K ไปเป็น 6K
จอยังสามารถลดความละเอียดลงมาเป็น 3072 × 1728 เพื่อเปิด Refresh Rate ได้สูงถึง 330Hz แต่สำหรับการเล่นเกมแบบ Native 6K ภาระที่ตกอยู่กับ GPU นั้นสูงมาก
Cyberpunk 2077 แสดงให้เห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน
หนึ่งในการทดสอบที่น่าสนใจคือ Cyberpunk 2077 ซึ่งเป็นเกมที่ขึ้นชื่อเรื่องการใช้ทรัพยากร GPU อย่างหนัก
เมื่อใช้ RTX 5090 ที่ความละเอียด 6K พร้อมการตั้งค่า Ray Tracing Overdrive และเปิด DLSS Performance ผลการทดสอบทำได้เพียง
- เฉลี่ยประมาณ 42 FPS
- 1% Low อยู่ที่ประมาณ 36 FPS
เมื่อเปลี่ยนกลับมาเป็น 4K โดยใช้การตั้งค่าเดียวกัน เฟรมเรตเพิ่มขึ้นเป็น
- เฉลี่ยประมาณ 86 FPS
- 1% Low ประมาณ 68 FPS
กล่าวง่าย ๆ คือ แม้จะเปิด DLSS Performance เพื่อช่วยลดภาระการเรนเดอร์แล้ว แต่การเล่น Cyberpunk 2077 ที่ 6K พร้อม Ray Tracing ระดับสูงก็ยังทำให้ RTX 5090 หล่นลงมาอยู่ในระดับประมาณ 40 FPS
อย่างไรก็ตาม หากปิด Ray Tracing และใช้ Preset ระดับ Ultra เฟรมเรตที่ 6K จะเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 72 FPS
RTX 5070 Ti ยิ่งหนักกว่าเดิม
หาก RTX 5090 ยังต้องลดการตั้งค่าเมื่อเล่นเกม 6K สถานการณ์ของ RTX 5070 Ti ก็ยิ่งชัดเจนกว่า
ที่ความละเอียด 6K พร้อม Ray Tracing Overdrive และ DLSS Performance การ์ดสามารถทำได้เพียงประมาณ 20 FPS
เมื่อปิด Ray Tracing และเปลี่ยนเป็น Ultra เฟรมเรตเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 39 FPS
สำหรับการเล่นที่ 4K การตั้งค่าเดียวกันทำได้ประมาณ
- Ray Tracing Overdrive + DLSS Performance: 45 FPS
- Ultra + ไม่ใช้ Ray Tracing: 90 FPS
ผลทดสอบจึงสะท้อนให้เห็นว่า แม้แต่ RTX 5090 ซึ่งอยู่ในระดับเรือธงก็ยังไม่สามารถรับประกันการเล่นเกม 6K ที่ 60 FPS ได้ในเกมหนัก ๆ ขณะที่ RTX 5070 Ti ต้องลดคุณภาพกราฟิกลงอย่างมากหากต้องการเฟรมเรตที่สูงขึ้น
เกมใหม่หลายเกมก็เจอปัญหาเดียวกัน
ปัญหาไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะ Cyberpunk 2077 เท่านั้น
ในการทดสอบเกมยุคใหม่อีกหลายเกม RTX 5090 ก็เริ่มแสดงข้อจำกัดเมื่อถูกผลักไปที่ความละเอียด 6K
Crimson Desert สามารถลดเฟรมเรตลงต่ำกว่า 30 FPS เมื่อใช้การตั้งค่าสูงสุดพร้อม Ray Reconstruction
ขณะที่ DOOM: The Dark Ages ทำได้ประมาณ 43 FPS ที่ 6K เมื่อเปิด Path Tracing
ส่วน Battlefield 6 สามารถทำได้ประมาณ 77 FPS ที่ 6K ด้วย Preset สูงสุด แต่หากต้องการขยับขึ้นไปใกล้ระดับ 120 FPS จำเป็นต้องลดการตั้งค่าลงมาเป็น Low พร้อมใช้ DLSS Performance
ดังนั้นปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่ RTX 5090 ไม่แรงพอเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลโดยตรงจากจำนวนพิกเซลที่เพิ่มขึ้นมหาศาล
แล้ว 8K ที่ NVIDIA เคยโปรโมตหายไปไหน?
สถานการณ์นี้ทำให้ย้อนกลับไปนึกถึงช่วงเปิดตัว RTX 3090 ในปี 2020 ซึ่ง NVIDIA เคยพยายามผลักดันแนวคิด 8K Gaming อย่างจริงจัง
ในเวลานั้น NVIDIA นำเสนอ RTX 3090 ในฐานะการ์ดที่สามารถผลักดันการเล่นเกมความละเอียดสูงระดับ 8K ได้ โดยอาศัย DLSS และเทคโนโลยี Ray Tracing เข้ามาช่วย
แต่ในทางปฏิบัติ 8K ต้องประมวลผลมากกว่า 4K ถึง 4 เท่า ทำให้การเล่นเกมที่ความละเอียดดังกล่าวยังเป็นเรื่องที่ต้องแลกกับการลดคุณภาพกราฟิกหรือพึ่งพาเทคโนโลยี Upscaling อย่างหนัก
และเมื่อมาถึงยุค RTX 5090 แม้ประสิทธิภาพ GPU และเทคโนโลยี Upscaling จะพัฒนาขึ้นมาก แต่การเพิ่มจำนวนพิกเซลของจอก็ยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญ
6K อาจยังไม่ใช่มาตรฐานเกมมิ่งในเร็ว ๆ นี้
จากผลทดสอบดังกล่าว การเล่นเกมที่ความละเอียด 6K ยังสามารถทำได้บน RTX 5090 แต่คำว่า “เล่นได้” กับ “เล่นได้เต็มศักยภาพของจอ” เป็นคนละเรื่องกัน
หากต้องการเล่น 6K ที่ 60 FPS ขึ้นไปในเกมหนัก ๆ ผู้ใช้มีแนวโน้มต้องพึ่งพา DLSS, ลดคุณภาพกราฟิก หรือปิด Ray Tracing และหากต้องการเฟรมเรตระดับ 100-120 FPS ยิ่งต้องลดการตั้งค่าลงไปอีก
นั่นทำให้จอ 6K ที่มี Refresh Rate สูงอย่าง 165Hz ยังดูเหมือนจะนำหน้าความสามารถของ GPU สำหรับการเล่นเกมไปพอสมควร
ส่วน 8K Gaming อาจยิ่งห่างไกลจากการเป็นมาตรฐานสำหรับเกมเมอร์ทั่วไป
ท้ายที่สุด เรื่องนี้สะท้อนปัญหาที่เกิดขึ้นกับเทคโนโลยีความละเอียดสูงมาโดยตลอด นั่นคือ เมื่อจำนวนพิกเซลเพิ่มขึ้น ความต้องการพลังประมวลผลก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย และในเวลานี้ดูเหมือนว่า RTX 5090 เองก็ยังไม่สามารถทำให้ 6K Gaming กลายเป็นเรื่องธรรมดาได้
ดังนั้น หากกำลังคิดจะซื้อจอ 6K เพื่อเล่นเกมในปัจจุบัน อาจต้องถามตัวเองก่อนว่า ต้องการความคมชัดระดับ 6K หรือเฟรมเรตสูงกันแน่ เพราะการได้ทั้งสองอย่างพร้อมกันยังเป็นโจทย์ที่หนักเกินไปสำหรับ GPU รุ่นปัจจุบัน
ที่มา: TechSpot



