RAM แพงจนคนไม่อยากอัปเกรด! Lenovo, HP, Dell หันจับตลาดองค์กร ล็อกซัพพลายแรมและ SSD ยาวถึงปี 2027
วิกฤตราคา RAM และ SSD ที่พุ่งสูงขึ้นจากความต้องการของอุตสาหกรรม AI กำลังเปลี่ยนทิศทางธุรกิจของผู้ผลิตคอมพิวเตอร์รายใหญ่ ทั้ง Lenovo, HP และ Dell หลังผู้บริโภคเริ่มชะลอการซื้อและอัปเกรดพีซี เนื่องจากต้นทุนฮาร์ดแวร์ที่สูงขึ้นส่งผลให้ราคาคอมพิวเตอร์แพงตามไปด้วย
เมื่อยอดขายในตลาดผู้บริโภค หรือ B2C เผชิญแรงกดดัน ผู้ผลิตจึงหันไปให้ความสำคัญกับตลาดองค์กร หรือ B2B มากขึ้น พร้อมเร่งทำสัญญาจัดซื้อระยะยาว (Long-Term Agreements: LTAs) เพื่อสำรอง DRAM และ NAND Flash สำหรับใช้ผลิตคอมพิวเตอร์ในปี 2027
รายงานจาก ETNews ระบุว่า ในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 ผู้ผลิตคอมพิวเตอร์ได้รับการจัดสรร DRAM และ SSD เพียงประมาณ 70–80% ของปริมาณที่ร้องขอ สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาไม่ได้มีแค่ราคาแพงขึ้น แต่ยังรวมถึงการจัดหาชิ้นส่วนให้เพียงพอต่อการผลิตด้วย
ผู้บริหารในอุตสาหกรรมที่ ETNews อ้างถึงประเมินว่า การทำสัญญาระยะยาวจะช่วยให้การจัดซื้อหน่วยความจำสำหรับปีหน้ามีความแน่นอนมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีรายละเอียดเปิดเผยต่อสาธารณะว่าแต่ละบริษัทล็อกปริมาณสินค้าไว้เท่าใด หรือทำสัญญากับผู้ผลิตหน่วยความจำรายใดบ้าง
พีซีทั่วโลกร่วง 21.2% ในไตรมาส 3 ราคาแพงจนผู้บริโภคชะลอซื้อ
ข้อมูลจาก Omdia ระบุว่า ยอดจัดส่งพีซีทั่วโลกในไตรมาส 3 ปี 2026 ลดลง 21.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เหลือประมาณ 58.1 ล้านเครื่อง ครอบคลุมเดสก์ท็อป โน้ตบุ๊ก และเวิร์กสเตชัน
ยอดจัดส่งเดสก์ท็อปลดลง 23.5% เหลือ 11.7 ล้านเครื่อง ขณะที่โน้ตบุ๊กลดลง 20.6% เหลือ 46.4 ล้านเครื่อง โดย Omdia มองว่าต้นทุนชิ้นส่วนที่เพิ่มขึ้นและการชะลอตัวของกำลังซื้อเป็นปัจจัยสำคัญที่กดดันตลาด
หนึ่งในประเด็นที่น่ากังวลคือ ต้นทุน DRAM และ SSD ที่เคยคิดเป็นประมาณ 15% ของต้นทุนพีซีโดยทั่วไป เพิ่มขึ้นจนเกือบแตะ 40% ตามการประเมินของ Omdia ขณะที่ราคาหน่วยความจำและพื้นที่จัดเก็บข้อมูลปรับขึ้นมากกว่า 4 เท่าเมื่อเทียบกับระดับเดิมที่ใช้เป็นฐานในการประเมิน
เมื่อผู้ผลิตต้องแบกรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น การปรับราคาขายจึงแทบหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ผลกระทบจะตกหนักกับคอมพิวเตอร์ระดับเริ่มต้น ซึ่งผู้ซื้อมีข้อจำกัดด้านงบประมาณมากกว่าตลาดระดับพรีเมียม
Omdia คาดว่ายอดจัดส่งพีซีทั่วโลกอาจลดลงอีก 24% ในไตรมาส 4 ปี 2026 และตลาดตลอดปี 2027 อาจหดตัวลงประมาณ 7% หากแรงกดดันด้านราคาและอุปทานยังดำเนินต่อไป
Lenovo, HP และ Dell หันจับตลาดองค์กร เพราะยังมีงบลงทุน
แม้ตลาดผู้บริโภคจะอ่อนแอลง แต่ตลาดองค์กรยังมีโอกาสเติบโต โดยเฉพาะบริษัทที่กำลังปรับระบบไอทีให้รองรับ AI และต้องการเปลี่ยนคอมพิวเตอร์ของพนักงานให้ทันกับซอฟต์แวร์และเวิร์กโฟลว์รูปแบบใหม่
การทำสัญญาจัดซื้อระยะยาวช่วยให้ผู้ผลิตสามารถวางแผนการผลิตได้แม่นยำขึ้น ลดความเสี่ยงที่ต้องหยุดสายการผลิตเพราะไม่มี RAM หรือ SSD และเพิ่มความแน่นอนในการส่งมอบสินค้าตามสัญญากับลูกค้าองค์กร
ลูกค้ากลุ่มองค์กรยังมีแนวโน้มซื้อสินค้าเป็นล็อตใหญ่ และสามารถวางแผนงบประมาณล่วงหน้าได้ ทำให้ผู้ผลิตมีโอกาสรักษารายได้และอัตรากำไรได้ดีกว่าการพึ่งพาผู้บริโภคที่อาจเลื่อนการซื้อออกไปเมื่อราคาคอมพิวเตอร์สูงขึ้น
อย่างไรก็ตาม ตลาดองค์กรไม่ได้ปลอดภัยจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นทั้งหมด เพราะ Omdia ระบุว่าราคาเฉลี่ยของพีซีเชิงพาณิชย์ในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 19% เมื่อเทียบกับปีก่อนในไตรมาส 2 ปี 2026 สะท้อนว่าลูกค้าองค์กรก็ต้องจ่ายแพงขึ้นเช่นกัน เพียงแต่ยังมีความจำเป็นในการลงทุนด้านไอทีมากกว่าผู้บริโภคบางกลุ่ม
AI PC กลายเป็นสินค้าสำคัญ แม้ราคาเริ่มต้นจะสูงขึ้น
อีกกลุ่มที่ยังเติบโตได้ท่ามกลางวิกฤตคือ AI PC หรือคอมพิวเตอร์ที่ออกแบบให้รองรับการประมวลผล AI โดยเฉพาะ ทั้งงานที่ทำบนตัวเครื่องและงานที่เชื่อมต่อกับบริการคลาวด์
Omdia ระบุว่า AI PC คิดเป็น 48.3% ของยอดจัดส่งพีซีในสหรัฐฯ ในไตรมาส 2 ปี 2026 และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเกิน 50% ในไตรมาส 3
ขณะเดียวกัน พีซีระดับพรีเมียมที่มีราคาสูงกว่า 1,500 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 51,000 บาท มียอดจัดส่งเพิ่มขึ้น 36.8% ในตลาดสหรัฐฯ ช่วงไตรมาส 2 สะท้อนว่าผู้ซื้อบางกลุ่มยังพร้อมจ่ายเงินมากขึ้นสำหรับเครื่องที่มีประสิทธิภาพสูงกว่า
ตัวเลขดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าตลาดพีซีโดยรวมกำลังฟื้นตัว แต่ชี้ให้เห็นว่าความต้องการกำลังเปลี่ยนไปสู่สินค้าระดับสูงมากขึ้น ขณะที่เครื่องราคาประหยัดได้รับผลกระทบจากต้นทุน RAM และ SSD อย่างชัดเจน
สำหรับ Lenovo, HP และ Dell การเน้นขายโน้ตบุ๊กธุรกิจ เวิร์กสเตชัน และ AI PC จึงอาจเป็นวิธีรักษารายได้ต่อเครื่องและลดผลกระทบจากการที่ยอดขายคอมพิวเตอร์ราคาต่ำหดตัวลง
สัญญาระยะยาวช่วยล็อกแรมได้ แต่ไม่ได้แปลว่าราคาจะถูกลง
การทำสัญญาจัดซื้อ DRAM และ NAND Flash ระยะยาวมีประโยชน์ตรงที่ช่วยให้ผู้ผลิตพีซีเข้าถึงสินค้าได้สม่ำเสมอขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่โรงงานหน่วยความจำต้องจัดสรรกำลังการผลิตให้กับ HBM และ SSD สำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ AI ซึ่งมีความต้องการสูง
แต่การล็อกปริมาณสินค้าไว้ไม่ได้รับประกันว่าจะได้ราคาถูกลง เพราะราคาตามสัญญาขึ้นอยู่กับเงื่อนไขการซื้อ ปริมาณสินค้า ระยะเวลาจัดส่ง และข้อตกลงระหว่างคู่ค้า
อีกทั้งการทำสัญญาระยะยาวอาจทำให้ผู้ผลิตต้องรับภาระต้นทุนที่กำหนดไว้ หากราคาในตลาดลดลงในภายหลัง ดังนั้นผู้ผลิตแต่ละรายจึงต้องบริหารความเสี่ยงระหว่างการรับประกันอุปทานกับความยืดหยุ่นด้านต้นทุน
สำหรับผู้บริโภคทั่วไป การที่แบรนด์ใหญ่สามารถล็อกซัพพลายได้มากขึ้นอาจช่วยให้สินค้าพร้อมจำหน่ายอย่างต่อเนื่อง แต่ยังไม่มีหลักฐานว่าจะทำให้ราคาพีซีลดลงในระยะสั้น เพราะต้นทุนหน่วยความจำยังอยู่ในระดับสูง
ปี 2027 อาจเป็นปีที่ตลาดพีซีเปลี่ยนโครงสร้างครั้งใหญ่
สิ่งที่เกิดขึ้นในปี 2026 แสดงให้เห็นว่าปัญหาหน่วยความจำไม่ได้ส่งผลเฉพาะตลาด RAM สำหรับคอมพิวเตอร์ประกอบเท่านั้น แต่กำลังขยายไปยังโน้ตบุ๊กสำเร็จรูป เดสก์ท็อปแบรนด์เนม และเวิร์กสเตชันด้วย
เมื่อผู้บริโภคชะลอการซื้อ ผู้ผลิตก็ต้องหันไปพึ่งลูกค้าองค์กรและสินค้าระดับสูงมากขึ้น ขณะที่การทำสัญญาระยะยาวกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการรับประกันว่าจะมีชิ้นส่วนเพียงพอสำหรับผลิตสินค้าในปีถัดไป
อย่างไรก็ตาม หากราคา RAM และ SSD ยังสูงต่อเนื่อง ตลาดพีซีโดยรวมก็อาจหดตัวต่อในปี 2027 แม้สินค้ากลุ่ม AI PC และคอมพิวเตอร์สำหรับองค์กรจะยังมีความต้องการอยู่ก็ตาม
สรุป: Lenovo, HP และ Dell กำลังปรับกลยุทธ์เพื่อรับมือกับวิกฤตราคาแรม โดยหันไปให้ความสำคัญกับตลาดองค์กรและทำสัญญาจัดซื้อหน่วยความจำระยะยาวให้ครอบคลุมปี 2027 ขณะที่ยอดจัดส่งพีซีทั่วโลกลดลง 21.2% ในไตรมาส 3 ปี 2026 และ Omdia คาดว่าตลาดอาจหดตัวต่อในปีหน้า ผู้บริโภคจึงยังต้องเตรียมรับมือกับพีซีที่แพงขึ้น โดยเฉพาะรุ่นเริ่มต้นที่มีพื้นที่ให้ผู้ผลิตลดต้นทุนได้จำกัด
ที่มา: Wccftech



